ด้านหนึ่ง คล้ายว่าบรรยากาศการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นเพียงแค่การใช้กลไกกระบวนการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย มาช่วยค้ำยันหรือธำรงรักษาสถานภาพดั้งเดิม (ระบอบอำนาจแผงเดิม ปัญหาชุดเดิม ความขัดแย้งแบบเดิม) ของสังคมการเมืองไทยเอาไว้
ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ยากเกินควบคุม
แต่อีกด้าน ภายในกระบวนการหรือการแข่งขันดังกล่าวก็เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ความสดใหม่ ในเชิงรายละเอียด
การก้าวเข้ามารับบทบาทแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ “คนหน้าใหม่” อย่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” นั้นน่าสนใจ และทำให้พรรคเพื่อไทยมีภาพลักษณ์ที่ “ไม่เหมือนเดิม” (ส่วนจะเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน? เปลี่ยนได้ถึงแก่นหรือไม่? คงต้องรอดูที่การออกนโยบาย การหาเสียง และการแสดงวิสัยทัศน์ต่อจากนี้)
หรือเท่ากับว่าพรรคสีแดงสามารถเปิดตัว “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่ดูจะมีศักยภาพพอเป็น “ผู้นำของประเทศ” ได้จริงๆ
อย่างน้อยในเวทีดีเบตที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้แคนดิเดตฯ ของฝั่งเพื่อไทยก็คงมีความพร้อมไปประชันวิสัยทัศน์กับคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น “ศาสตราจารย์ยศชนัน” หรือหัวหน้าพรรค “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์”
ซึ่งถือเป็นความแตกต่างสำคัญจากการเลือกตั้งปี 2566
พรรคประชาชนก็เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ
เนื่องจากพรรคมีแนวทางในการประเมินผลงานและเปลี่ยนตัว ส.ส.เดิม ซึ่งแทบไม่พบในพรรคการเมืองอื่นๆ
ขณะเดียวกัน ก็มี “บิ๊กเนมประสบการณ์สูง” จากภาควิชาการและประชาสังคม ที่หาญกล้ามาลงสมัครชิงเก้าอี้ ส.ส.เขต ในนามพรรคประชาชน
เช่นเดียวกับความคึกคักในส่วนปาร์ตี้ลิสต์ อันเกิดจากการเข้ามาสมทบของนักธุรกิจรุ่นใหม่สายเทคฯ และรุ่นใหญ่สายยานยนต์
นี่แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองสีส้มยังพยายามเพิ่มเติม “พลังใหม่ๆ” ให้แก่ตัวเองในทุกๆ การเลือกตั้ง โดยไม่ยอมหยุดนิ่ง (ส่วนคะแนนนิยมจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)
กระทั่งพรรคภูมิใจไทยที่คล้ายจะมีนโยบายตรึงสมรภูมิการเลือกตั้งและขยายขนาดของพรรค ผ่านกลยุทธ์ “ควบรวมบ้านใหญ่” เป็นหลัก
ทว่า อย่างน้อยที่สุด หากปรากฏชื่อ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคสีน้ำเงินอย่างเป็นทางการ
นี่ก็จะเป็นการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้แก่พรรครวมบ้านใหญ่พรรคนี้ จนอาจกอบโกยคะแนนจากคนชั้นกลาง ชนชั้นนำ และคนกรุงเทพฯ ได้มากขึ้นพอสมควร
นอกจากนี้ หาก “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ไม่พร้อมขึ้นเวทีดีเบต ก็จะเป็นการรับประกันได้ว่า ทางภูมิใจไทยคงมีแคนดิเดตฯ รายอื่นๆ ที่พร้อมขึ้นเวทีไปต่อกรกับตัวแทนพรรคคู่แข่งอย่างสมน้ำสมเนื้อ
ทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกว่า อย่างไรเสีย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ยังมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงและความหวังเสมอ
ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละพรรคการเมืองจะแปร “ความเปลี่ยนแปลง” ของตนเอง ให้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ “ความหวัง” ของผู้คนพลเมืองส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้อย่างไร
ปราปต์ บุนปาน

