การเลือกตั้ง ส.ส.วาระทั่วไป หากนับจากวันที่ 8 มกราคม จะเหลือเวลาประมาณ 30 วัน ที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต 3,526 คน และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1,570 คน จาก 57 พรรคการเมือง และมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 94 คน จาก 43 พรรคการเมืองที่เสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจเลือก “คนที่รัก” เลือก “พรรคที่ชอบ” ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น.
ขณะที่การเดินหน้าหาเสียงเพื่อสร้างเรียกคะแนนนิยมของแต่ละพรรค ก่อนการเลือกตั้ง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก ตลอดจนพรรคใหม่ ที่ลงสู่สนามเลือกตั้ง ย่อมต้องใช้ทุกกลยุทธ์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ให้มาเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของแต่ละพรรคให้ได้มากที่สุด
พรรคใหญ่ อย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) วางแคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” ในการหาเสียง พร้อมกับเปิดทีมผู้บริหารพรรค ปชน. ในฐานะว่าที่รัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารแต่ละพรรค หากพรรค ปชน.ได้รับเลือกตั้ง ด้วยจำนวน ส.ส. 250 ที่นั่ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรค ปชน.ได้ตามเป้าหมาย
ต้องติดตามว่าห้วงสุดท้ายก่อนเข้าคูหา พรรค ปชน.จะมีกลยุทธ์มาสร้างกระแสฟีเวอร์ เหมือนเมื่อครั้ง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยทำสำเร็จ ในการเลือกตั้งปี 2566
ส่วนพรรคใหญ่ อย่าง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชูจุดแข็งความเป็นบ้านใหญ่ ผ่านแคมเปญ “พูดแล้วทำพลัส” พร้อมกับความสำเร็จของนโยบายเมื่อครั้งเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม อาทิ นโยบายคนคะครึ่งพลัส การแก้ปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา ที่มีกระแสชาตินิยมเป็นแรงหนุน เพื่อบรรลุเป้าหมายชนะเลือกตั้งได้กลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกวาระ
เช่นเดียวกับ พรรคเพื่อไทย (พท.) นอกจากจะชูแคมเปญ “เพื่อไทยทำได้” รวมทั้งมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมกับชุดนโยบายมาฟื้นเศรษฐกิจประเทศ ให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง อีกยังมีแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มบ้านใหญ่ ร่วมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้
สำหรับพรรคอื่นๆ อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มานำทีมสู้เลือกตั้ง พร้อมกับชูแคมเปญเปลี่ยนประเทศไทยจาก “ทนหายใจ-ไทยหายจน” ส่วนพรรคกล้าธรรม (กธ.) ชู “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค พร้อมชูแคมเปญ “กล้าธรรม ทำมากกว่าพูด” ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พรรคประชาชาติ (ปช.) มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค ดันแคมเปญ “เลือกประชาชาติ เปลี่ยนประเทศไทยดีขึ้น”
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มี “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรค นำสู้เลือกตั้งด้วยแคมเปญ “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” ขณะที่ พรรคไทยก้าวใหม่ มี “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เป็นหัวหน้าพรรค ชูสโลแกน “ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” พรรคโอกาสใหม่ มี “จตุพร บุรุษพัฒน์” นั่งหัวหน้าพรรค ชูนโยบาย “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน”
ส่วนพรรคไทยสร้างไทย ภายใต้การนำของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” หัวหน้าพรรค เดินหน้าด้วยแคมเปญ “คนไทยหายเหนื่อย” พร้อมยืนยันจุดยืน “ไม่โกง มีประสบการณ์ และทำงานสำเร็จ”
ขณะที่ “มติชน-เดลินิวส์” จับมือจัดทำโพลสอบถามความเห็นประชาชน ว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี และจะสนับสนุนพรรคการเมืองไหน ซึ่งปิดโหวตรอบแรกระหว่างวันที่ 18-29 ธันวาคม 2568 ไปแล้ว
โดยจะเผยแพร่ผลโพลพร้อมกับบทวิเคราะห์ในวันที่ 7 มกราคมนี้ และจะเปิดให้โหวตครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 9-23 มกราคมนี้
ผลโพลจะเป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนของประชาชน ให้พรรคการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้งได้รับทราบ เพื่อที่จะได้นำไปปรับกลยุทธ์ เพิ่มจุดแข็ง ลบจุดอ่อน ในการหาเสียงเลือกตั้งห้วงโค้งสุดท้าย
บทสรุปจะไปตัดสินกันในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้ง 53,052,847 คน เป็นผู้ชี้ขาดผล “แพ้-ชนะ”
จตุรงค์ ปทุมานนท์

