สถานีคิดเลขที่ 12 : คนนอกสู่คนใน โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

11.01.26 | 11:30 น.

ยุทธวิธีสำคัญหนึ่ง ที่พรรคการเมือง “หลัก” นำมาใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้

พรรคภูมิใจไทย ใช้คำว่า “รัฐมนตรีคนนอก”

พรรคประชาชน ใช้คำว่า “โปรเฟสชั่นนัล”

พรรคเพื่อไทย ใช้คำว่า “ศาสตราจารย์ นักวิชาการ นักการเมือง”

แม้จะเรียกแตกต่างกัน แต่ นัยแห่งความหมาย ไม่ได้แตกต่างกัน

Advertisement

คือ เน้นขาย “มืออาชีพ”

ซึ่งถูกมองไปใน 2 ด้าน ทั้งลบและบวก

ด้านลบ คือการนำไปสู่การตั้งคำถามว่า “นักการเมือง” ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.ทั้งระบบเขต และปาร์ตี้ลิสต์ที่เสนอตนให้ประชาชนเลือก

มีคุณสมบัติ คุณวุฒิ ไม่เพียงพอ หรืออย่างไร จึงต้องหันไปพึ่ง“คนนอก”

“คนนอก” ที่อาจไม่สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่ายึดโยงกับประชาชนหรือเป็นตัวแทนจากประชาชนที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งมา 100%

จึงอาจไม่ใช่ ตัวแทนที่สะท้อนอุดมการณ์ และเจตนารมณ์ของพรรคการเมืองนั้นอย่างเต็มที่

มุมมอง “ลบ” เช่นนี้ ว่าไปแล้วก็มีน้ำหนัก และน่าฟังอยู่เหมือนกัน

แต่หากมองในแง่ “บวก” ก็มีมุมให้มองอย่างมีน้ำหนัก อยู่เช่นกัน

กล่าวคือ ในอดีต ว่ากันว่า “คนนอก” ที่มีคุณวุฒิ คุณสมบัติ ที่เหมาะสม เป็นมืออาชีพ

มักจะไม่อยากเข้าเกลือกกลั้วกับการเมือง ที่ถูกมองว่า “สกปรก” เต็มไปด้วย เสือ สิงห์ กระทิง แรด

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ มีความคลี่คลาย ที่น่าสนใจ

นั่นคือ “คนนอก” เหล่านี้ กล้าและเปิดเผยตัว เข้ามาสู่การเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง มากขึ้น

ทำให้การเลือกตั้ง ที่เดิม วนเวียนอยู่กับการแข่งขันทางวาทกรรม ใครพูดเก่ง โต้วาทีเก่ง ก็จะได้เปรียบ

แต่ตอนนี้ มีบุคคล มีผู้เชี่ยวชาญ ในแต่ละสาขาอาชีพ ถูกผลักดันออกมานำเสนอ ให้ประชาชนได้พิจารณา

ซึ่งทำให้การหาเสียง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มี “คุณภาพ” มากขึ้น

มีมุมมองของ “มือโปร” ในแต่ละสาขาอาชีพ มานำเสนอ สิ่งที่พรรคการเมือง “อยาก” จะทำ มาให้ประชาชนได้เลือก

และทำให้ การเมือง ที่เคยเป็นเรื่องของ “โควต้า” เป็นเรื่องของการ ทำยอด ใครมี ส.ส.ในมือมากกว่าก็มีสิทธิที่จะคว้าเก้าอี้รัฐมนตรี

เราจึงเห็น การ “ผิดฝาผิดตัว” ที่นักการเมืองไม่ได้มีคุณสมบัติ หรือความรู้ ในกระทรวงนั้นๆ เข้ามาทำงาน

เกิดภาวะความไร้ประสิทธิภาพ ในการบริหาร “การบ้านการเมือง” อย่างที่เคยเป็นมาอย่างยาวนาน

ดังนั้นเมื่อพรรคการเมืองหลักๆ ออกมาแข่งขัน ในการนำเสนอ “มือโปร” มาให้ประชาชนได้พิจารณามากขึ้น

จึงถือเป็น “คุณภาพใหม่” ที่น่าสนใจ

แต่กระนั้น คุณภาพใหม่เหล่านี้ จะสามารถชี้ขาด “ผลการเลือกตั้ง” ได้หรือไม่

ยังถือว่า เร็วเกินไป และอาจมองโลกสวยเกินไป

เพราะในอีกด้าน เราก็เห็น พรรคการเมือง นักการเมือง จำนวนไม่น้อย

เลือกที่จะ “เร้นหาย” ปฏิเสธการนำเสนอตนให้ประชาชนได้พิจารณาโดยเปิดเผยและโปร่งใส

ด้วยยังเชื่อมั่นอย่างสูงกับระบบ “หัวคะแนน” เชื่อมั่นกับระบบ “อุปถัมภ์”

หรือพูดแบบกล่าวหาเทาๆ ดำๆ หน่อย คือยังเชื่อมั่นกับการ “ซื้อ” หรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ว่าจะนำไปสู่ “ชัยชนะ” ที่แท้จริงมากกว่า

ซึ่งแน่นอนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ “ปัจจัยเหล่านี้” ยังมีน้ำหนัก ที่จะ “ชี้ขาด” ผลการเลือกตั้งอยู่

แต่กระนั้น การที่เราได้มีทางเลือก “อื่น” ที่พรรคการเมืองหลักๆ นำเสนอ

ก็ทำให้เราพอเห็นปัจจัยในทางบวก และเห็นแสงแห่งความหวัง สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์อยู่บ้างกระมัง

มาร่วมทำ “คนนอก” ให้มาเป็น “คนใน” ที่มีคุณภาพกัน!

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร