นับถอยหลังเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน กับการเลือกตั้ง ส.ส.วาระทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. ว่าบทสรุปสุดท้าย “คนที่รัก”และ “พรรคที่ชอบ” จากพรรคการเมืองใด จะคว้าชัยชนะ
กุมความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี คนที่ 33
ที่ผ่านมาการหาเสียงของทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก พรรคหน้าใหม่ ต่างนำเสนอ ทั้งชุดนโยบายในด้านต่างๆ จุดยืนทางการเมือง ความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามา
บริหารประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เปลี่ยนความนิยมมาเป็นคะแนนผ่านผลการเลือกตั้ง
โดยนักวิเคราะห์การเมืองต่างคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ ผ่านผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ของโพลสำนักต่างๆ มีตัวเลขคะแนนนิยม และความเป็นไปได้ทางการเมือง ที่คาดว่าจะเป็นการขับเคี่ยว ชิงที่นั่ง ส.ส.ของ 3 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.)
ทั้ง 3 พรรคข้างต้น หากวิเคราะห์กันตามผลสำรวจของโพลสำนักต่างๆ อาทิ “นิด้าโพล” ที่เปิดผลโพล “ยกแรกกระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 มกราคม 2569 จาก 2,500 หน่วยตัวอย่างทั่วประเทศ
ในส่วนของพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.40 ระบุว่าเป็น พรรค ปชน. อันดับ 2 ร้อยละ 21.96 ระบุว่าเป็น พรรค ภท. อันดับ 3 ร้อยละ 15.72 ระบุว่าเป็น พรรค พท.
ขณะที่พรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.48 ระบุว่าเป็น พรรค ปชน. อันดับ 2 ร้อยละ 22.32 ระบุว่าเป็น พรรค ภท. อันดับ 3 ร้อยละ 15.44 ระบุว่าเป็น พรรค พท.
แต่ที่น่าสนใจ คือ จำนวนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองใด เริ่มมีจำนวนลดลง จากตัวเลขกว่า 40% ในการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 14.12%
นั่นเท่ากับว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีคำตอบแล้วว่าจะเลือกแคนดิเดตนายกฯจากพรรคใด จากตัวเลือกที่มีอยู่ในขณะนี้
การหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย หรือจะเป็นช่วงทางตรง ก่อนวันเลือกตั้ง แต่ละพรรคย่อมต้องงัดทุกกลยุทธ์ออกมาช่วงชิงคะแนนนิยมให้ได้มากที่สุด
ทั้งการเปิดตัวนโยบายหมัดเด็ด ระดับไฮไลต์สำคัญๆ อย่างเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ทีมผู้บริหารที่จะมาเป็นว่าที่รัฐมนตรีระดับมืออาชีพในแต่ละด้าน
ตลอดจนจุดยืนทางการเมืองว่า พรรคใดจะร่วมมือหรือไม่ร่วมมือกับใครจัดตั้งรัฐบาล เพื่อประกาศเป็นคำมั่นสัญญาให้ประชาชนรับทราบล่วงหน้า
ผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า เปรียบเสมือนเป็นทางสองแพร่ง ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ ผ่านการเมืองแบบใหม่ การบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ด้วยการใช้วาระทางการเมือง
หรือจะเป็นโควต้าของกลุ่มการเมืองแบบเดิม
หลังปิดหีบนับคะแนน ในช่วงค่ำคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะได้เห็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะกำหนดทิศทางการเมืองให้ออกมาเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศได้หรือไม่
จตุรงค์ ปทุมานนท์

