การหาเสียงเลือกตั้งเหลืออีก 2 สัปดาห์ ตัวเลขนี้มีความสำคัญ เพราะถือเป็นโค้งสุดท้าย
หากจำกันได้ เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ระยะเวลา 2 สัปดาห์สุดท้ายนี่แหละที่กระแสพรรคก้าวไกลโดดเด่น และนำไปสู่การ
กวาดที่นั่ง ส.ส.ในสภา เป็นอันดับ 1
แม้ขณะนี้ดูจากโพลหลายสำนัก พรรคประชาชนยังมาที่ 1 พรรคเพื่อไทยมาที่ 2 แต่หลายพรรคก็ปรากฏกระแสสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย
สำหรับตัวแคนดิเดตนายกฯนั้น ยังวนเวียนอยู่กับชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทย และ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย
เมื่อพิจารณามาถึงจุดนี้ พบว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ทั้ง ส.ส.และพรรคต่างมีเป้าหมาย
เป้าหมายร่วมกันคือพรรคและ ส.ส.ต่างอยากได้จำนวนที่นั่งเข้าสู่สภาให้มากที่สุด แต่สำหรับพรรคการเมืองนอกจากเป้าหมายดังกล่าวแล้ว
ยังมีเป้าหมายที่จะนำนโยบายของพรรคไปบริหารประเทศด้วย
พรรคการเมืองจึงมีเป้าหมายในการเป็นรัฐบาล
ขณะที่ผลการเลือกตั้งที่จะออกมา คาดการณ์กันว่า รัฐบาลชุดต่อไปหนีไม่พ้นที่จะเป็นรัฐบาลผสม ดังนั้น จึงเริ่มมีผู้สอบถามถึงทิศทางการทำงานร่วมกันระหว่างพรรค
สอบถาม พรรคประชาชน ประกาศเจตนาแล้วว่า 1.ไม่ร่วมกับทุนเทา และ 2.ไม่โหวตให้แคนดิเดตนายกฯจากพรรคภูมิใจไทย
สอบถาม พรรคเพื่อไทย ประกาศเข้าสู่ยุคของการร่วมมือกันทำงาน เน้นสมัครสมานสามัคคี
โดยพรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรคที่มีนโยบาย ไม่ขัดกับพรรคเพื่อไทย
สอบถาม พรรคภูมิใจไทย ดูเหมือนหัวหน้าพรรคอย่าง นายอนุทิน กับเลขาธิการพรรคอย่าง นายไชยชนก ชิดชอบ ยังมีความเห็นแตกต่างกัน
นายอนุทินยังสงวนท่าที ขณะที่นายไชยชนกเพิ่งแสดงความเห็นว่า ไม่น่าจะร่วมกับสีแดง ได้
แม้นายอนุทินจะแสดงความเห็นในภายหลังว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น แต่ก็กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการจับมือกันตั้งรัฐบาลในอนาคต
ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯของพรรคจะชัดเจนกว่าพรรคใด เพราะประกาศอย่างแจ่มแจ้งว่า
ไม่ร่วมมือกับพรรคกล้าธรรม
ดังนั้น ทุกพรรคที่กำลังโลดแล่นอยู่ในสนามเลือกตั้งจึงต้องวางยุทธศาสตร์ของพรรคในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลด้วย
และหากได้ยินได้ฟัง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คาดการณ์เหตุการณ์หลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งว่า พรรคประชาชน กับ พรรคภูมิใจไทย จะแย่งชิงกันจัดตั้งรัฐบาล
ทำให้ประเมินได้ว่า พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย คงต้องสู้กันหนัก
แต่อย่าเพิ่งมองข้ามพรรคเพื่อไทย
ทั้ง 3 พรรคนี้ ถ้าได้ ส.ส.มากที่สุดก็จัดตั้งรัฐบาล ถ้าได้ ส.ส.รองลงมา ก็แย่งจัดตั้งรัฐบาล และถ้าได้ ส.ส.เป็นอันดับ 3 ก็เลือกที่จะร่วมรัฐบาล
จึงไม่ได้แปลกใจอะไรที่เริ่มมีการออกมาพูดถึงเรื่องดีลจัดตั้งรัฐบาล
แม้สิ่งที่พูดจะจำกัดเฉพาะการดีลกัน 3 พรรค แต่ในความเป็นจริงการดีลกันน่าจะมีมากกว่า 3 พรรค
การเมืองไทยจึงต้องจับจ้องมองกันยาวๆ
นับตั้งแต่ 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งไปจนถึงการจัดตั้งรัฐบาล
และคงไม่ผิดแปลกอะไรที่ช่วงนี้จะมีคำถามเกี่ยวกับการจับมือตั้งรัฐบาลบ่อยหน่อย
เพราะความเคลื่อนไหวหลายอย่างเริ่มมีเค้าการจับมือกัน
ตั้งรัฐบาล
ใครๆ ก็อยากรู้ว่ารูปร่างหน้าตาของรัฐบาลชุดต่อไปเป็นอย่างไร
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

