สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 หลายสำนักประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่าจะเติบโตในระดับต่ำ และมีความผันผวนสูง จากเหตุแรงกดดันทั้งปัจจัยภายนอก และข้อจำกัดภายในประเทศ
ฟังจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ขึ้นปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 49 ของ นสพ.มติชน เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องเร่งแก้กันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
โดยผู้ว่าแบงก์ชาติชี้ให้เห็นว่า นอกจากปัญหาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ภาษีสหรัฐที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และสงครามการค้าภูมิรัฐศาสตร์ ที่รุมเร้าฉุดเศรษฐกิจไทยแล้ว
ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจ ทั้ง “หนี้ครัวเรือน” 87% ของจีดีพี สูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่อยู่กว่า 40% “สินเชื่อ SMEs” หดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาสหรือ 3 ปีกว่าเศรษฐกิจไม่ขยาย ปริมาณเงินไม่มี
Productivity ต่ำ ขีดความสามารถการแข่งขันไม่มี เหตุไม่มีการลงทุนเลย ความเหลื่อมล้ำทั้งการเงิน รายได้ โอกาส เข้าไม่ถึงการเงิน “คุณภาพ” การศึกษาไม่ตอบโจทย์การตลาด เศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน
นวัตกรรมที่ “สูญหาย” ไปของไทย เศรษฐกิจนอกระบบใหญ่โตมาก สังคมสูงวัยทำให้กำลังแรงงาน กำลังการผลิตและการบริโภคมีขีดจำกัด เสถียรภาพการเมืองเปลี่ยนทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาแล้ว 6-7 คนในช่วง 5 ปี
การคอร์รัปชั่น ระบบกฎหมาย “ล้าหลัง” การบังคับใช้กฎหมายยังความน่าสงสัยมากมาย ภัยการเงินทุนเทาและสแกมเมอร์จำนวนมาก
การแก้ปัญหาในส่วนนี้ ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้หมดในวันเดียวได้ ต้องช่วยกันทำ ช่วยกันบรรเทา
ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างกระทบกับทุกเรื่อง นอกจากจะทำให้จีดีพีโตต่ำแล้ว ยังส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของประเทศที่ต่ำด้วยจากหนี้รัฐบาล เอกชน และครัวเรือน
“โดยแบงก์ชาติต้องขยายบทบาท เข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อะไรที่เกี่ยวข้องจะลงมือทำ การเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจะประคับประคอง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้
ซึ่งในช่วงเดือนแรก แบงก์ชาติได้ทำ 4 เรื่อง 1.แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โอนหนี้เอ็นพีแอลรายย่อยไม่เกิน 1 แสนบาทไปยังบริษัทเอเอ็มซี หรือแซม ที่เป็นบริษัทลูกของแบงก์ชาติ ประมาณ 1.1 ล้านบัญชี ช่วยได้ 3-5 แสนบัญชี 2.เครดิตการันตีให้กับเอสเอ็มอี ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการตัวเล็กมากขึ้น เพื่อเพิ่มเม็ดเงินในระบบ 3.การกำกับดูแลทอง เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ และ 4.เงินทุนเทา
ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างตามที่ “นายวิทัย รัตนากร” ได้หยิบยกมานั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องผนึกกำลัง เร่งช่วยกันขจัดอุปสรรค เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยสามารถผลิบานและเติบโต หลุดพ้นจากความถดถอย
เพราะหากไม่เร่งลงมือทำอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นเรื่องปกติของประเทศในระยะยาวได้
สุพัด ทีปะลา

