สถานีคิดเลขที่ 12 | หาเงินจากไหน โดย นฤตย์ เสกธีระ

2.02.26 | 09:34 น.
หาเงินจากไหน ขณะที่ กกต.กำลังรวบรวมนโยบายหาเสียง

ขณะที่ กกต.กำลังรวบรวมนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งพบว่าแต่ละพรรคต้องใช้งบประมาณจำนวนมากระดับแสนล้านบาท
คำถามเดิมๆ ที่เคยถามทุกการเลือกตั้งก็หวนกลับมา
แล้วแต่ละพรรคจะหาเงินจากที่ไหนในการผลักดันนโยบายให้ประสบความสำเร็จ
วันก่อนได้พบกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช จากพรรคเพื่อไทย คุณหมอมิ้งบอกว่า สำหรับนโยบายแจกวันละล้าน วันละ 9 คน นี่แหละคือการหารายได้เข้ารัฐ
คุณหมอพรหมินทร์อธิบายว่า นโยบายอื่นๆ ที่มีการนำเสนอมาก่อนหน้านี้ส่วนมากจะเป็น “รายจ่าย” ภาครัฐ

แต่นโยบาย “รวยทุกวัน” ฟังดูเหมือนจะเป็นรายจ่าย แต่นี่คือการลงทุน
ลงทุน 3,000 ล้านบาท จะได้เงินเข้ารัฐ 100,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย
และสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินก็คือข้อมูลที่อัพเดตสามารถนำมาต่อยอดบริการประชาชนได้
นโยบายรวยทุกวัน หรือแจกวันละล้านวันละ 9 คน หลายคนคงได้ยินมาแล้ว โดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คิกออฟที่พารากอน กรุงเทพฯ
นโยบายดังกล่าว เบื้องหน้าคือ การจับสลากคนจำนวน 4 กลุ่ม คือ ผู้เสียภาษี 1 คน เกษตรกร 1 คน ผู้สูงวัย 1 คน อาสาสมัครทั้งหลาย 1 คน และอีก 5 คน เป็นผู้ที่ใช้จ่ายที่มีใบเสร็จ
คิดว่ารายได้ที่จะเพิ่มก็น่าจะมาจากกลุ่มสุดท้ายนี่แหละ

เรื่องนี้คุณหมอพรหมินทร์บอกว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ดำเนินการแบบเดาสุ่ม แต่ได้ดูผลสำเร็จจากประเทศต่างๆ ที่ใช้แล้วเห็นว่าได้ผล
มีหลายประเทศที่ใช้แนวทางนี้ทำให้มีรายได้เพิ่มจากภาษีเดิมประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้เรามีก้อนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ปีละ 9 แสนล้าน ได้ขึ้นสัก 10 เปอร์เซ็นต์ก็ 90,000 ล้าน ซึ่งคิดว่าน่าจะได้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 100,000 ล้าน
เงินจำนวนนี้จะนำไปใช้สนับสนุนนโยบายหาเสียงอื่นๆ ที่เป็น “รายจ่าย” อาทิ นโยบาย “คนไทยไร้จน”

นโยบายคนไทยไร้จน นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เคยบอกไว้
หนึ่ง เส้นความยากจนของไทยอยู่ที่ราว 3,000 บาทต่อเดือน หรือราว 36,000 บาทต่อปี ดังนั้น ผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน ถือเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือคนยากจน
ขณะนี้ไทยมีคนยากจนอยู่ 3.4 ล้านคน พรรคเพื่อไทยจึงมีแผนที่จะเติมเงินให้คนยากจนได้มีรายได้เพียงพอ
ฟังนายเผ่าภูมิแล้วเห็นรายจ่าย แต่พอมาฟังหมอพรหมินทร์แล้วก็เห็นเงินที่จะนำมาใช้
หมอพรหมินทร์คาดว่าจะต้องใช้เงินประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสามารถนำเงินที่เพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาทจากโครงการ “รวยทุกวัน” นี่แหละไปใช้
นี่เป็นตัวอย่าง

นอกจากนี้หมอพรหมินทร์ยังบอกอีกว่า สิ่งสำคัญกว่าที่จะได้ตามมาคือ ข้อมูลที่อัพเดตของกลุ่มประชากรต่างๆ
กลุ่มเกษตร กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มผู้เสียภาษี กลุ่มผู้เสียสละ เป็นอาสาต่างๆ ตลอดจนถึงกลุ่มผู้จับจ่ายใช้สอย
ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน
หากได้ข้อมูลมากและใกล้ความจริงเท่าไหร่ การแก้ไขก็จะตรงจุดมากขึ้นเท่านั้น

Advertisement

นี่เป็นตัวอย่างของ “แหล่งที่มาเงิน” ที่จะนำไปใช้ทำนโยบายของรัฐบาล
การได้รู้วิธี “หาเงิน” ทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนโยบายของแต่ละพรรค
เสียดายที่ระยะเวลาหาเสียงเหลืออยู่น้อยนิด ไม่เพียงพอที่แต่ละพรรคจะอธิบาย
แต่ถ้ามีโอกาสอธิบายให้ชัดๆ ก็น่าจะส่งผลดีต่อความเข้าใจของคนไทย