เหลืออีกเพียง 1 วัน คนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 52.9 ล้านคน จะได้ออกไปแสดงพลังใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. และออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.
ขอย้ำเตือนกันอีกรอบในวันนั้น ผู้มีสิทธิจะได้รับบัตรลงคะแนนรวม 3 ใบ
โดยใบแรก บัตรเลือกตั้งสีเขียว ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กากบาทเลือก ส.ส. ในเขตเลือกตั้งได้เพียง 1 เบอร์
ใบที่สอง บัตรเลือกตั้งสีชมพู ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ กากบาทเลือกพรรคการเมืองที่ต้องการสนับสนุนได้ 1 พรรค
ใบที่สาม บัตรสีเหลือง ออกเสียงประชามติ กากบาทเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
โดยการลงคะแนนจะมี 2 รอบ รอบที่ 1 เข้าคูหาเลือกตั้ง ส.ส. เขตและบัญชีรายชื่อรอบที่ 2 เสร็จแล้วเข้าคูหาออกเสียงประชามติ
ทั้งการใช้สิทธิ “เลือกตั้ง ส.ส.” และการออกเสียง “ประชามติ” มีความสำคัญยิ่ง เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทย
โดยเฉพาะการนำประเทศหลุดพ้นจากปัญหาโครงสร้างที่บิดเบี้ยวจนฉุดรั้งประเทศไม่ให้เติบโต
มี 5 ด้านสำคัญอ้างอิงตาม “ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒน์ ได้สรุปไว้ในการประชุมประจำปี 2568 ของ สศช.
1.ระเบียบกฎหมาย ที่มีจำนวนมาก ล้าสมัย และไม่เอื้อต่อการแข่งขัน 2.หลักนิติธรรมที่ไม่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยที่เพิ่มต้นทุนที่ไม่จำเป็น ลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศ
3.การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่บิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจ และลดทอนความเชื่อมั่นของประเทศในภาพรวม
4.ประชาธิปไตยที่ไม่มั่นคงทำให้ไม่สามารถสร้างกติกาที่เปิดกว้างและเป็นธรรมได้ การขาดกติกาที่เป็นธรรมนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างการผูกขาดทางการค้า จะลดเสถียรภาพของเศรษฐกิจทั้งระบบ
5.ประสิทธิภาพของภาครัฐ ที่มีขนาดใหญ่เทอะทะและมีต้นทุนสูง การทำงานที่แยกส่วน ขาดการบูรณาการ ระบบงบประมาณที่ไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์
ส่วนมุมมองจากภายนอก ประเทศไทยเป็นเพียง “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย”
อย่างบทความล่าสุดของไฟแนนเชียลไทม์ส “ประเทศไทยกลายมาเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชียได้อย่างไร”
ในบทความชี้ว่าครั้งหนึ่งไทยเคยมี เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในระดับภูมิภาคด้วยอัตราเลขสองหลัก
แต่ในปัจจุบันปัจจัยขับเคลื่อนหลักอย่างการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว กำลังอยู่ในช่วงขาลง
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
ไทยเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ติดอยู่ในภาวะชะงักงันด้วยอัตราการเติบโตราว 2% ตลอดห้าปีที่ผ่านมา
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักอย่างการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยวต่างล้วนอยู่ในช่วงขาลง
ตัวเลขการเติบโตที่เคยสูงถึง 13% ในปี 2541 จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เสือแห่งเอเชีย”
แต่ในปัจจุบันกลายเป็นเพียงความทรงจำอันห่างไกล ด้วยปัญหาสังคมสูงวัยและประชากรที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยอย่างต่อเนื่อง
จากประเทศที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศไทยที่ไร้พิษภัย กลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียภายใน 10 ปี
ไฟแนนเชียลไทม์ส ยังชี้ว่า สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไป คือ ความไม่มั่นคงทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้ง กองทัพเผชิญหน้ากับพรรคปฏิรูปที่ชนะการเลือกตั้งในสองครั้งที่ผ่านมา แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ทำให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ด้วยสภาพปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศยังติดหล่มและก้าวไปไม่ถึงไหน การออกไปใช้สิทธิใช้เสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ทุกคนจะได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศให้ดีขึ้นกว่าเดิม
สุพัด ทีปะลา

