สถานีคิดเลขที่ 12 | ฐานอำนาจอัน ‘เปราะบาง’ โดย ปราปต์ บุนปาน

16.02.26 | 08:30 น.
ฐานอำนาจอัน‘เปราะบาง’

กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ดำเนินไปพร้อมๆ กับกระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่ยัง “ไม่แล้วเสร็จ” และเต็มไปด้วย “ความคลุมเครือ” ในหลายประเด็น

แม้น่าเชื่อได้ว่า สุดท้ายแล้ว “รัฐบาลอนุทิน 2” จะจัดตั้งขึ้นได้โดยเร็ว และมีเสถียรภาพ มีเสียง ส.ส.จำนวนมากอยู่ในมือ ไปอีกพักใหญ่ๆ

สุดท้ายแล้ว “ผลการเลือกตั้งที่ (ถูกนิยามว่า) สมบูรณ์” จะได้รับการประกาศออกมา โดยมีการยืนกรานว่า “การเลือกตั้ง8 กุมภาพันธ์” มิได้มี “ปัญหาบกพร่องร้ายแรง” ใดๆ อย่างที่ผู้คนจำนวนมากสงสัยคลางแคลงใจกัน

รวมทั้งจะมีการยืนยันความบริสุทธิ์ให้ กกต. ว่าเรื่อง “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” นั้นไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การลงคะแนนเลือกตั้งต้องเป็น “การลงคะแนนลับ”

มีความเป็นไปได้สูงว่า ทุกอย่างจะผ่านพ้นและสำเร็จเสร็จสิ้นได้ ภายในเวลาไม่กี่เดือนหรือไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้

Advertisement

อย่างไรก็ดี รัฐบาลชุดใหม่จะดำรงอยู่บนรากฐานอัน “เปราะบาง” เพราะการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเป็นที่มาแห่งอำนาจของรัฐบาลนั้น ยังคงถูกตั้งคำถามจากสาธารณชนจำนวนไม่น้อย ในประเด็นว่าด้วยความถูกต้อง ความโปร่งใส ความบริสุทธิ์ยุติธรรม

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา บุคลากรของ กกต. พยายามออกมาแถลงข่าวยืนยันความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง จากมุมมองของตัวเอง จนดูเหมือนเป็นการ “ตีโต้ปิงปอง” กับประชาชนและสื่อมวลชนไปเรื่อยๆ

สิ่งเดียวที่ กกต.ยังทำไม่สำเร็จ (และนับวันยิ่งยากจะสำเร็จ) ก็คือการทำให้คนจำนวนมากในสังคม เชื่อใจ ไว้วางใจกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด

วิกฤตศรัทธาที่มีต่อ กกต. และการเลือกตั้ง จึงส่งผลให้พื้นฐานอำนาจ-ความชอบธรรมของว่าที่รัฐบาลใหม่พลอยมี “ตำหนิ” ไปโดยปริยาย

จุดท้าทายอีกหนึ่งประการ ก็คือ หากประเมินจากสภาพสังคม-เศรษฐกิจไทยร่วมสมัย ทุกคนต่างทราบดีว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ นั้นมี “งานยากมากๆ” รออยู่

แน่นอน ด้วยความที่พรรคแกนนำรัฐบาลยังเป็นพรรคเดิม ส่วนองค์ประกอบของรัฐบาลก็มีส่วนคล้ายคลึงกับรัฐบาลสามชุดหลัง สังคมจึงอาจไม่ได้ให้เวลารัฐบาลใหม่ “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” นานนัก

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าเป็นห่วงกว่ามีอยู่ว่า ถ้า “รัฐบาลอนุทิน 2” ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหนักๆ แล้วรับมือไม่ไหว เช่น ภัยพิบัติ, โรคระบาด, ความเสื่อมทรุดของรัฐราชการที่ระเบิดปะทุออกมา (เหมือนกรณีตึก สตง.), ความขัดแย้งของการเมืองโลกที่ลามมากระทบถึงไทย หรือสถานการณ์ชายแดนที่พลิกผันอีกรอบ

(ตลอดจนปัญหาอื่นๆ ที่เราๆ ท่านๆ ยังนึกจินตนาการไม่ออก ณ ปัจจุบัน)

ศรัทธาของสาธารณชนที่มีต่อรัฐบาลชุดนี้ก็อาจจะ “เสื่อมสลาย” ลงอย่างรวดเร็วและง่ายดายมาก เพราะมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อมั่นกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นรากฐานความชอบธรรมหลักของรัฐบาลมาตั้งแต่แรก

ดังนั้น การเลือกจะก่อร่างสร้างรัฐบาลชุดใหม่ ไปพร้อมๆ กับการปล่อยปละให้หน่วยงานรัฐที่จัดการเลือกตั้ง ไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อสงสัยและอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนเลย

จึงถือเป็น “ความเสี่ยงอย่างยิ่ง” ในทางการเมือง