สอบถามกันถึงกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่อยู่บนบัตรเลือกตั้งนั้นลับหรือไม่ลับ
ในมุมมองของ อาจารย์พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ฟังแล้วได้ความว่า ไม่ลับ
อาจารย์พรสันต์ยกเอาหลัก “หลักการเลือกตั้งโดยลับ (Secret Ballot)” มาอธิบาย
สรุปได้ว่า การเลือกตั้งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยที่นำมาซึ่งเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน
การเลือกตั้งจึงต้องเป็นความลับ
กล่าวคือ ต้องไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ หรือทราบย้อนกลับได้ (Non-Traceable) ว่าคะแนนเสียงที่ลงให้ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองไปนั้นเป็นของใครและพรรคใด
ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งให้แสดงเจตจำนงได้โดยอิสระและปราศจากความหวาดกลัวจากการถูกคุกคาม หรือตอบโต้ไม่ว่าในรูปแบบใด
สาระสำคัญของการทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับ คือ “การรักษาความเป็นนิรนาม” (Anonymity Safeguard) ของผู้ลงคะแนนและคะแนนเสียงที่ลงไป
ไม่ว่าจะ 1.ในระหว่างการลงคะแนน (During the voting process) เช่น เข้าไปลงคะแนนในคูหาที่มิดชิด, การหย่อนบัตรด้วยตนเอง เป็นต้น
และ 2.หลังจากทราบผลการลงคะแนนแล้ว (The voting result) เช่น การทำลายความเชื่อมโยงระหว่างต้นขั้วและตัวบัตรเลือกตั้ง, การไม่ใส่รหัสเฉพาะ (Unique Code) ลงบนบัตรเลือกตั้ง เป็นต้น
ทั้งนี้ “ความเป็นนิรนาม” ไม่สามารถถูกล่วงละเมิดได้โดยบุคคลใดๆ รวมถึง กกต.
คราวนี้มาฟังความเห็นของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กันบ้าง
ตามรายงานข่าวระบุว่า นายแสวงโพสต์ข้อความ สรุปถึงหลักการ 2 หลักการ
1.หลักการโดยตรงและลับ
เป็นหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนในการเลือกตั้งตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ของสหประชาติ (UN)
ว่าด้วยสิทธิทางการเมือง
พูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ ลงคะแนนด้วยตนเอง และไม่มีผู้ใดทราบได้
2.หลักการความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง
เป็นหลักการที่มาจากปฏิญญาสากลเช่นกัน กำหนดว่าการเลือกตั้งต้อง “เสรีและเป็นธรรม” (Free & Fair) กฎหมายจึงกำหนดเรื่องความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เพื่อให้สุจริตและเที่ยงธรรม
บาร์โค้ดถูกนำมาใช้กับหลักความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งนี้
แต่หลักการความปลอดภัยต้องไม่กระทบสาระสำคัญของหลักลงคะแนนโดยตรงและลับ จึงมีขั้นตอนที่ให้ 2 หลักการเดินไปด้วยกัน
การดำเนินการเพื่อตอบสนองทั้ง 2 หลักการมีหลากหลาย
นับตั้งแต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงตนรับบัตร เข้าคูหา หย่อนบัตรลงหีบนับคะแนน นำบัตรและอุปกรณ์ไปส่ง ยุบรวมหีบ และจัดเก็บรักษามีการออกแบบทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันและสอบทานซึ่งกันและกัน เช่น มีการเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัญชีผู้ใช้สิทธิ ในถุงที่เตรียมไว้ มีสายรัดไว้ แล้วเก็บไว้แยกหีบกัน
การใช้บุคลากรในแต่ละขั้นตอนคนละชุดกัน อาทิ หน่วยเลือกตั้ง คือ กปน. สถานที่รับบัตร คือ อนุอำเภอ และที่จัดเก็บเป็น สนง.กกต.จังหวัด เป็นต้น
พร้อมยืนยันว่า กรณีประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งถ่ายรูปบัตรที่มีบาร์โค้ด รับรองว่าไม่สามารถทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใครอย่างแน่นอน
ทั้งนี้เพราะการเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัญชีรายชื่อ แยกจากกันในที่ปลอดภัย ไม่มีผู้ใดจะเข้าถึงได้โดยไม่มีคำสั่งศาล
หากจะเปิดหีบตามคำสั่งศาลก็เมื่อมีการร้องว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น
และการเปิดหีบเอกสารจะเปิดเท่าที่จำเป็น ไม่ได้เปิดเอกสารทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน
หากมีบุคคลที่กระทำผิดบุคคลนั้นต้องรับสิ่งที่ทำไป แต่กระบวนการต่างๆ ไม่ได้เสียหาย
ได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วลองตอบคำถามกับตัวเองดูว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นการเลือกตั้งโดยลับหรือไม่ลับ
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

