เฟ้นครม.คุณภาพ

20.02.26 | 11:30 น.

การจัดตั้งรัฐบาล “ภูมิใจไทย” ยังคงเดินหน้า ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงความโปร่งใสและยุติธรรมในการจัดการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง กลายเป็นโจทย์ใหญ่ ว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 หรือไม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้ “กกต.” ได้ออกมาแถลงยืนยันว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ข้อกังขาเหล่านี้ นำไปสู่การยื่นฟ้อง กกต.และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลปกครองกลาง กล่าวหาว่า กกต.จัดการเลือกตั้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้จัดการเลือกตั้งใหม่ รวมทั้งการร้อง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่

จนถึงขณะนี้สมการการจัดตั้งรัฐบาล เริ่มมีความชัดเจน พรรคภูมิใจไทย รวมเสียงได้แล้วกว่า 300 เสียง และหากสุดท้าย “พรรคกล้าธรรม” เข้ามาร่วมจะเป็นรัฐบาลที่ครองเสียงข้างมากทะลุ 336 เสียง

ทั้งนี้ โจทย์สำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้อยู่แค่การรวบรวมเสียงเพื่อเสถียรภาพ แต่สิ่งที่สำคัญและเชื่อว่าประชาชนเฝ้ารอดูอยู่ คือโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะเป็นที่ต้องยอมรับได้แค่ไหน

Advertisement

โดยมีความคาดหวังว่าการจัดสรรตำแหน่ง “รัฐมนตรี” จะต้องยึดหลักประสิทธิภาพ ความรู้ความสามารถเหมาะสมกับภารกิจ

การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ให้กับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะยังยึดสูตรเดิมที่ใช้กันมา ส.ส. 10 คน ต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี เท่ากับว่าพรรคภูมิใจไทยที่มี 193 เสียง จะคว้าโควต้ารัฐมนตรี 19 เก้าอี้ เพื่อไทย 7 เก้าอี้

โดยกระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจ-ความมั่นคงที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศว่า พรรคภูมิใจไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบ เป็นที่ยอมรับอยู่แล้วในทีม รมต.ชุดเดิมทั้ง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการเสริมทัพด้วยการดึงคนนอกที่เป็นมืออาชีพเข้ามาร่วมทีม เพิ่มความแข็งแกร่ง ท่ามกลางสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่ยังรุมเร้าและเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะต้องเร่งเดินหน้าในระยะสั้นและระยะยาว

ส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีที่เหลือตามโควต้าของพรรคภูมิใจไทย ยังต้องจับตาว่าจะสรรให้กลุ่มบ้านใหญ่ 10 กว่ากลุ่มให้ลงตัวได้แค่ไหน หากต้องยึดคุณสมบัติ “มีประสิทธิภาพ-ความเหมาะสม”

เช่นเดียวกับ “พรรคเพื่อไทย” หากได้คุมกระทรวงตามกระแสข่าวที่ออกมา ทั้งกระทรวงเกษตรฯกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ยังต้องให้ความสำคัญเฟ้นคนที่จะมานั่ง รมต.โดยเฉพาะ 2 กระทรวงสำคัญด้านสังคม อย่างศึกษาธิการ-อุดมศึกษาฯ ที่กลายเป็นกระทรวง “เกรดบี” ในหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมา

มั่นใจว่าหากโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่สะท้อนถึงคุณภาพ จัดสรรคนอย่างเหมาะสมโดยยึดหลักผลประโยชน์ประชาชน จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่น

สุพัด ทีปะลา