สถานีคิดเลขที่ 12 | ‘ความย้อนแย้ง’ หลังเลือกตั้ง โดย ปราปต์ บุนปาน

2.03.26 | 08:26 น.
‘ความย้อนแย้ง’ หลังเลือกตั้ง

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นำมาสู่ “สองผลลัพธ์สำคัญ” ทางการเมือง ที่มีความย้อนแย้ง-สวนทางกันอย่างน่าสนใจ

ด้านหนึ่ง “พรรคภูมิใจไทย” ที่มีภารกิจจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” คล้ายจะพยายามปรุงแต่งให้รัฐบาลชุดหน้ามีภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ ที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้

ตัวอย่างอันเป็นรูปธรรมคือการจัดการกับ “พรรคกล้าธรรม” และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ยังไม่นับกระแสข่าวลือทางการเมืองอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น การที่แกนนำรัฐบาลไม่โอเคกับนักการเมืองอาวุโสที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายสมัย หรือความต้องการจะให้มีคนหน้าใหม่ๆ สอดแทรกเข้ามาใน ครม.มากขึ้น

ดูเหมือนทางผู้นำของภูมิใจไทย-เครือข่ายสีน้ำเงินเอง ก็ต้องการให้หน้าตาของรัฐบาลที่ออกมา มีความผิดแผกแตกต่างไปจากรัฐบาลซึ่งเต็มไปด้วย “นักการเมืองบ้านใหญ่-หัวหน้ามุ้งทางการเมือง” ดังที่ปรากฏตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 เป็นต้นมา หรือเคยปรากฏขึ้นอย่างเป็นปกติก่อนปี 2544

Advertisement

รวมทั้งพยายามชำระล้างให้รัฐบาลชุดใหม่ “เปื้อนสีเทา” หรือ “มีมลทิน” น้อยที่สุด

แม้ไม่แน่ใจว่า สุดท้ายผู้จัดตั้งรัฐบาลจะทำภารกิจดังกล่าวได้สำเร็จขนาดไหน แต่ก็พอมองเห็นความพยายามที่แข็งขัน-แข็งกร้าวในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เรากลับมองเห็นภาพการทำงานของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ที่หลุดหลักการที่ควรเป็น จนน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

หลายคำถาม หลายความสงสัย ที่เกิดขึ้นหลังวันเลือกตั้งไม่นาน ยังไม่ได้รับการชี้แจงให้กระจ่างชัด

ล่าสุด เรายังได้พบเห็นกระบวนการทำงานที่ไม่ค่อย “ปกติ” เท่าไหร่

เช่น การประกาศรับรอง ส.ส.เขต เกือบ 400 คน แล้วจึงค่อยประกาศจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง (ซึ่งควรแจ้งให้สาธารณชนรับทราบได้ตั้งแต่ในราววันที่ 9 กุมภาพันธ์) โดยทิ้งระยะห่างยังไม่ได้ประกาศรับรอง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งควรจะทราบผลในเวลาใกล้เคียงกับการประกาศชื่อ ส.ส.เขต ล็อตใหญ่ชุดแรก

เราได้เห็นผลการนับคะแนนใหม่ในบางหน่วยเลือกตั้งที่สุพรรณบุรี ซึ่งสวนทางกับผลคะแนนที่นับได้ในรอบแรกจนน่าตกใจ กระทั่งเกิดคำถามว่านี่คือความผิดพลาดเฉพาะบุคคล-เฉพาะหน่วย หรือความผิดพลาดในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นอีกในหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศ จนกลายเป็นความผิดพลาดที่เป็นระบบแบบแผน?

ที่น่าวิตกที่สุด ก็คือสิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งทำมาตลอดในช่วงเกือบๆ หนึ่งเดือนนี้ กลับกลายเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีกับประชาชน ที่สงสัยหรือต้องการสอดส่องตรวจสอบมาตรฐานการทำงานของ กกต.

พูดอีกแบบ คือ กกต.กำลังไล่ฟ้องพลเมืองที่กระตือรือร้นอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาระบบจัดการเลือกตั้งของประเทศให้มีคุณภาพ มีความโปร่งใส มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ถ้าผลักตรรกะไปจนสุดทาง ก็คือ กกต.กำลังไล่ฟ้อง “เจ้านาย” ตัวจริง ที่จ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง มาทำงานจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ปราศจากข้อครหาใดๆ

“การดำเนินการทางการเมือง” ในส่วนของ กกต.นี่แหละ ที่จะทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่เชื่อมั่น ไม่พร้อมมอบความชอบธรรม ให้แก่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา อันจะส่ง “ผลด้านลบ” ไปยัง “รัฐบาลอนุทิน 2” อีกต่อหนึ่ง (ทั้งๆ ที่ผู้จัดตั้งรัฐบาลก็พยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของตนเอง)

ใครที่มีเสียงดัง-มีอำนาจ พอจะตักเตือน กกต.ได้ ต้องเตือนให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง “หยุด” ปฏิบัติการ ที่ไม่เพียงแต่จะสร้างผลเสียหายต่อตัวองค์กรเอง แต่อาจสร้างความเสียหายต่อรัฐบาลชุดใหม่ ระบอบประชาธิปไตยของไทย และแผงอำนาจปัจจุบันทั้งระบบด้วย

เพราะทุกคนต่างทราบกันดีว่า สถานภาพจริงๆ ในทางพฤตินัยของ กกต.นั้นมิใช่ “องค์กรอิสระ” ที่จะชำรุดผุพังไปได้โดยอิสระ ไม่ยึดโยงกับใคร

แต่ถ้า กกต.พังพินาศเพราะวิกฤตศรัทธาที่ตนเองก่อขึ้น ระบบ-ระบอบต่างๆ ที่ค้ำยันโยงใยกับ กกต. ก็จะพลอยเสื่อมทรุดลงไปตามๆ กัน