จากนี้ การเมืองไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ “ครรลองปกติ” ตามกระบวนการหลังการเลือกตั้ง
กล่าวคือ มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร/ประธานรัฐสภา ก่อนจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แล้วจึงมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี มาบริหารราชการแผ่นดินของประเทศตามลำดับ
การมุ่งหน้าไปตามครรลองเช่นนี้ ถือเป็น “ความจำเป็น”
ในบริบทที่ยังมีปัญหาหลายเรื่องภายในประเทศที่รอการปรับปรุงแก้ไข ที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของผู้คน
นอกจากนั้น ยังมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศหรือภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก ที่จะส่งผลกระทบมาถึงบ้านเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีก
ยิ่งมีแนวโน้มว่า “รัฐบาล อนุทิน 2” จะมีการโมดิฟาย-ปรับเปลี่ยนรูปโฉม ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลในสูตรที่ผิดแผกไปจากความคาดหมายที่หลายคนเคยกะเก็งเอาไว้ก่อนการเลือกตั้ง (หรือกระทั่งในช่วง 1-2 วันหลังทราบผลการเลือกตั้ง) โดยการตัดทอนพรรคการเมืองบางพรรคออก
ก็ยิ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่ผู้คนจะคาดหวังกับรัฐบาลชุดใหม่สูงขึ้นกว่ารัฐบาลชุดก่อนหน้า แม้จะมีนายกรัฐมนตรีคนเดียวกันก็ตาม
อย่างไรก็ดี บน “ครรลองปกติ” ที่ต้องเดินไป ก็มีข้อควรระวังเป็นพื้นฐาน-รากฐานของ “ถนนประชาธิปไตย” สายนี้ ที่มีความอ่อนยวบยาบอยู่พอสมควร
ประการแรก แม้จะมีการประกาศผลเลือกตั้ง รายชื่อ ส.ส. สองระบบ ออกมาครบถ้วนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีการแถลงจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง มีการแก้ไขตัวเลขบัตรเขย่งตรงผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายจนใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบหมดจด
แต่ทุกฝ่ายต่างทราบดีว่า ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยนั้นรู้สึกไม่ศรัทธา-ไม่ไว้วางใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และไม่เชื่อมั่นกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
นี่เป็น “วิกฤตศรัทธา” ที่จะแฝงฝังอยู่ในตลอดอายุขัยของรัฐบาล (และ กกต.) ชุดนี้ อย่างที่ไม่สามารถจะกลบเกลื่อนหรือลบล้างให้เลือนหายไปได้
ประการที่สอง แม้ในผลการเลือกตั้งที่ออกมา ก็ยังไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า พรรคภูมิใจไทยที่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ในภาพรวม กลายเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งพรรคแรกนับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ที่มีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์หรือคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตระดับประเทศ น้อยกว่าพรรคการเมืองอื่น
เมื่อพรรคประชาชน ที่ว่ากันว่าเสื่อมถอยความนิยมลงยังได้คะแนนส่วนนี้ไปราว 11 ล้านเสียง ขณะที่ผู้ชนะ (และเก่งกาจในพื้นที่เขต) อย่างภูมิใจไทยได้คะแนนบัญชีรายชื่อไปประมาณ 6.5 ล้านเสียง
ปัญหาเรื่องความนิยม-เรื่องการครองใจคนส่วนใหญ่ จะเป็น “จุดเปราะบาง” ที่อยู่ติดตัวรัฐบาลชุดนี้ไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ยกเว้นว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดัน “นโยบายชั้นเลิศ” บางชุด ออกมาเอาชนะใจประชาชนทุกกลุ่มก้อนได้เป็นผลสำเร็จ ในเวลาอีกไม่เกิน 4 ปีนับจากนี้

