พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

11.03.26 | 12:00 น.

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางภายหลังกองทัพสหรัฐอเมริกากับกองทัพอิสราเอล เปิดฉากยิงถล่มประเทศอิหร่าน จนมีการตอบโต้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ฐานทัพเรือสหรัฐ ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ รวมทั้งประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งที่รองรับปริมาณน้ำมันประมาณ 20% ของโลก

ส่งผลให้ราคาพลังงานอย่าง ราคาน้ำมันเบรนต์และดับเบิลยูทีไอ เพิ่มสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่ราคาจะลดลงมาอยู่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในสภาวะผันผวน ตามปัจจัยการสู้รบระหว่างสหรัฐและอิสราเอล กับ อิหร่าน ที่ส่อเค้ายืดเยื้อ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจบลงเมื่อใด

เมื่อราคาน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้นย่อมกระทบต่อปัจจัยการผลิตของทั่วโลกและประเทศไทย ที่ต้องเตรียมมาตรการและแผนรองรับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลก ที่ยังอยู่ในสภาวะไม่แน่นอน ในทุกฉากทัศน์

ปัจจัยเรื่องสงคราม ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาลรักษาการ ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องแสดงบทบาทนำทุกองคาพยพ เผชิญวิกฤตดังกล่าว ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศให้น้อยที่สุด

Advertisement

โดยนายกฯได้ตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) มี พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการ ศบก.

ระดมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

ซึ่ง ศบก.ได้ดำเนินการในทุกมิติ ทั้งการช่วยเหลืออพยพคนไทยกลับประเทศ แต่ที่ประชาชนและภาคธุรกิจอยากให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมั่น คือ การจัดหาน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานของประเทศ

รวมทั้งมาตรการป้องกันผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ที่จะมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

การสร้างความเชื่อมั่นและเตรียมพร้อมทุกมาตรการ ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แม้จะอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ ย่อมสามารถใช้วิกฤตดังกล่าวเปลี่ยนเป็นโอกาสให้กับประเทศ ผ่านฝีมือการบริหารของนายกฯและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดรักษาการ ที่รัฐมนตรีหลายคนมีแนวโน้มจะได้นั่งบริหารงานต่อใน ครม.อนุทิน ที่จะจัดตั้งขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้

ผ่านโผ ครม.ที่เสนอผ่านสื่อหลายสำนัก โดยเฉพาะ “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” ที่เป็นโควต้ากลางขึ้นตรงกับนายกฯ ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่มีชื่อของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จะเข้ามาทำหน้าที่

หากเปลี่ยนวิกฤตสงครามตะวันออกกลางให้เป็นโอกาสของประเทศได้ นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนแล้ว ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะส่งผลดีต่อ “ครม.อนุทิน” ที่เข้ามาบริหารประเทศนับจากนี้

จตุรงค์ ปทุมานนท์