สถานการณ์การสู้รบที่ตะวันออกกลางแม้สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศปิดจ๊อบโดยเร็ว แต่ดูเหมือนว่า สถานการณ์กลับเป็นเรื่องน่าห่วงมากขึ้น
การทำลายคลังน้ำมันติดๆ กันอย่างบ้าเลือด ทำให้หวาดผวากันไปทั้งโลกว่าน้ำมันจะขาดแคลน
แม้ด้วยวาจาของประธานาธิบดีทรัมป์จะทำให้ทุกอย่างดูดีขึ้น ราคาน้ำมันดิบกว่า 100 ดอลล์ ตลาดหุ้นกลายเป็นสีเขียวแต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่มีอะไรยืนยันว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้
ขนาดทางอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ แล้วทางสหรัฐ รับประกันว่า หากจำเป็นถึงที่สุดจะส่งเรือรบไปอารักขาถึงช่องแคบดังกล่าว
แต่ยังไม่ทันที่จะได้พิสูจน์อะไร ข่าวเรือสินค้าติดธงไทยชื่อ MAYUREE NAREE Bangkok ก็ถูกยิง
รายงานข่าวระบุว่า เรือลำดังกล่าวถูกยิงในช่องแคบฮอร์มุซ บริเวณท้ายเรือ ลูกเรือ 23 คนหนีเอาตัวรอดมาได้
กองทัพเรือเช็กข่าวแล้ว ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ส่วนลูกเรือเบื้องต้นไม่มีรายงานเสียชีวิต
นี่แสดงว่าเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซยังอันตราย
แต่เส้นทางนี้เป็นเส้นเลือดในการขนส่งลำเลียงสินค้าหล่อเลี้ยงโลก โดยเฉพาะการลำเลียงน้ำมันซึ่งมีความสำคัญมาก
เรื่องน้ำมันนี้จึงกลายเป็นหัวข้อที่โลกวิตก
ขณะที่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง หัวข้อที่กำลังเป็นที่วิตกคือ น้ำจืด
หลายวันมานี้เริ่มมีข่าวการโจมตีโรงผลิตน้ำจืดที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค ซึ่งหากถึงเวลานั้นจริงๆ อันตรายที่เกิดจะส่งผลต่อชีวิตในตะวันออกกลาง
กระแสข่าวที่เกิดขึ้นตอกย้ำว่า สงครามยิ่งยืดยาว สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง
และที่น่ากังวลเป็นอย่างมากคือ งานนี้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเล่นเกมแรงมาก ถึงขนาดฆ่าผู้นำสูงสุด และบุกถล่มอิหร่านอย่างรุนแรง
โรงเรียนเด็กประถมก็ไม่เว้น โรงเรียนสตรีก็ยังโดน
กระทั่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งเป็นลูกชายของคนเดิม แต่ฮาร์ดคอร์มากกว่าได้ขึ้นมาเป็นผู้นำ
ระยะนี้จึงได้ยินแต่เสียงประกาศกร้าว ไม่เจรจากับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
เท่ากับว่า อิหร่านเชิญชวนให้สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล เพิ่มระดับการโจมตี และพร้อมตอบโต้กลับเช่นกัน
เข้าใจว่าสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ ทางรัฐบาลคงรับทราบและติดตามใกล้ชิด
มาตรการที่เพิ่งผ่าน ครม.ไปเมื่อวันก่อน คือ สัญญาณให้คนไทยสัมผัสถึงความสาหัสของเหตุการณ์
เหตุการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง
อาจจะดีก็ได้ อาจจะยื้อก็ได้ หรืออาจจะแย่ลงแบบฉับพลันก็ได้เช่นกัน
ณ ห้วงเวลานี้ นอกจากติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะเห็นได้ว่าการ “รัดเข็มขัด” ทั้งระดับครัวเรือน องค์กร และระดับประเทศ ถือว่ามีความจำเป็นมากขึ้นเป็นลำดับ
คนไทยต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตในช่วงสถานการณ์สงครามอย่างไม่ประมาท
จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะจบลง
หากโชคดีก็จบลงเร็ว หากโชคดีที่สุดคือจบลงด้วยดี
แต่โอกาสที่จะจบช้า และจบแบบไม่สวยก็มีสูง
ยิ่งมีคนเริ่มพะวงว่า แม้ศึกตะวันออกกลางจะจบลง แต่อารมณ์ความแค้นกว่าจะมอดดับคงต้องใช้เวลา
สรุปก็คือสถานการณ์เช่นนี้ยิ่งนานยิ่งวุ่น
ผู้ได้ผลกระทบแบบพวกเรา ต้องเตรียมรับแรงกระแทกทุกมิติ
ต้องดำรงตนอยู่ในสถานะปลอดภัยไว้ก่อน
ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ต้องท่องคติ ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนก
และช่วยกันภาวนาให้โลกกลับคืนสู่ความสงบโดยเร็ว ก่อนทุกอย่างจะย่ำแย่ไปมากกว่านี้
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

