สถานีคิดเลขที่ 12 : ฝ่ายค้านที่ ‘หลากหลาย’ โดย ปราปต์ บุนปาน

16.03.26 | 08:27 น.
สถานีคิดเลขที่12 : ฝ่ายค้านที่‘หลากหลาย’

การเปิดสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 วันแรก ในวันที่ 15 มีนาคม 2569 เริ่มต้นเปิดฉากด้วยวาระการลงคะแนนเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกสองคน

ผลออกมาเรียบร้อยโรงเรียนภูมิใจไทย-เพื่อไทย ตามความคาดหมาย

ในกระบวนการนี้ พรรคประชาชนเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเข้าแข่งขันด้วย

เป็นการเสนอชื่อเข้าแข่งขันจากฝ่ายค้านตามธรรมเนียมปกติ

แต่จุดที่น่าสนใจกว่าคือผลคะแนนโหวต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอีกสองพรรคการเมืองใหญ่ในซีกฝ่ายค้าน ณ ปัจจุบัน ได้แก่ กล้าธรรมและประชาธิปัตย์ เลือกจะ “งดออกเสียง” หรือไม่โหวตให้แคนดิเดตประธานสภาของพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง

Advertisement

หลายคนอาจตั้งคำถามขึ้นทันทีว่า นี่แสดงถึงภาวะ “ไร้เสถียรภาพ” ของฝ่ายค้านยุคใหม่หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าถามกลับ คือ พรรคร่วมฝ่ายค้านจำเป็นต้องมี “เสถียรภาพ” ด้วยหรือ?

เพราะโดยส่วนใหญ่ นอกจากพรรคอันดับสองที่พ่ายแพ้ให้แก่พรรคชนะอันดับหนึ่งในสนามเลือกตั้งแล้ว พรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ในระบบสภาไทยก็มักเป็นพรรคการเมืองที่ถูกผลักไสออกมาจากขั้วรัฐบาล หรือไม่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมรัฐบาล

ดังนั้น การเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเป็นการรวมกันโดยมิได้นัดหมาย เป็นการรวมกันโดยมิได้มีเป้าประสงค์เดียวกันแต่แรก เป็นการรวมกันโดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานทางอุดมการณ์ร่วมกัน และเป็นการรวมกันเฉพาะกิจชั่วครั้งคราว

เมื่อพิจารณาเงื่อนไขเหล่านี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงไม่มี “เสถียรภาพ” อยู่แล้วโดยธรรมชาติของตัวเอง

แตกต่างจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะได้เดินหน้าบริหารประเทศไปได้ ด้วย “เสถียรภาพอันเป็นปึกแผ่น” ทั้งในเรื่องจำนวนมือ ส.ส. และการประสานงานภายในคณะรัฐมนตรี

ถ้าเช่นนั้น เราควรนิยามการงดออกเสียงไม่โหวตเลือกผู้เสนอตัวเป็นประธานสภา จากพรรคประชาชน ของ ส.ส. พรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ ว่าอย่างไรดี?

หากมองโลกในแง่บวก สิ่งที่ปรากฏตั้งแต่การเปิดสภาผู้แทนราษฎรวันแรก ก็คือ “ความแตกต่างหลากหลาย” ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ตั้งแต่พรรคประชาชน กล้าธรรม ประชาธิปัตย์ เรื่อยไปจนถึงพรรคหนึ่งเสียงอย่างไทยภักดี ซึ่งต่างมีวาระ-จุดยืนเฉพาะของตนเอง

“ความแตกต่างหลากหลาย” ดังกล่าวนี่เอง ที่อาจทำให้กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล “รัฐบาลภูมิใจไทย” มีคุณภาพสูงขึ้น จับทางได้ยากขึ้น ครอบคลุมครบถ้วนทุกมิติยิ่งขึ้น จนฝ่ายรัฐบาลต้อง “แก้เกม” ในหลายกระดานมากขึ้น

โดยสรุปแล้ว “คุณภาพที่หลากหลายของฝ่ายค้าน” น่าจะทำให้เวทีสภาผู้แทนราษฎร กลายเป็นเวทีประชันวิสัยทัศน์-ความเห็น-โวหารวาทศิลป์ที่เข้มข้นมากกว่าเดิม หลังจากแลดูอ่อนพลังเซื่องซึมลงไปพอสมควรในสภาชุดที่แล้ว จากการเปลี่ยนโจทย์-ข้ามขั้วทางการเมือง

ตราบใดที่พรรคร่วมฝ่ายค้านบางพรรคยังไม่ได้ปรารถนา-ปวารณาตัวอยากเข้าร่วมรัฐบาลแบบใจจะขาด จนหลงลืมการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของตนเองไป