สถานีคิดเลขที่ 12 : ภารกิจร้อน นายกฯสมัย 2
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ครั้งที่ 2 ห้วงวันที่ 19 มีนาคม เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้เสียงโหวตด้วย 293 คะแนน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 ตามความคาดหมาย
เป็นเสียงสนับสนุนจาก 16 พรรคร่วมรัฐบาล ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ อันประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย ประชาชาติ พลังประชารัฐ เศรษฐกิจ ไทยสร้างไทย เพื่อชาติไทย รวมใจไทย รวมพลังประชาชน ไทยทรัพย์ทวี ทางเลือกใหม่ มิติใหม่ โอกาสใหม่ ประชาธิปไตยใหม่ รวมไทยสร้างชาติ และพรรคใหม่
ก่อนการลงคะแนน นายอนุทินใช้เวลาเกือบ 10 นาที แสดงวิสัยทัศน์ มีเนื้อหาบางช่วงบางตอนว่า ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ที่ได้กรุณาเสนอชื่อให้ได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องขอบคุณสำหรับการรับรองเสียงในการเสนอชื่อในสภาทรงเกียรติแห่งนี้
ขอยืนยันว่าไม่ว่า ส.ส.จากพรรคใดจะลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้หรือไม่ แต่ในหัวใจของ ส.ส.ทุกท่านคือผู้แทนของปวงชนชาวไทย เสียงของทุกท่านคือเสียงที่มีความดังเท่ากัน และพร้อมที่จะรับคำแนะนำ คำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเสนอแนะต่างๆ ไปปฏิบัติหากได้มีโอกาสได้ทำหน้าที่บริหารประเทศในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
“ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานร่วมกันอย่างสุดกำลังความสามารถกับผู้แทนปวงชนชาวไทยทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา และต่อพี่น้องประชาชน”
นายอนุทินยังได้ขอขอบคุณทุกเสียงที่ได้เคยมอบให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขอขอบคุณข้าราชการและพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ได้ทำให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ ถึงแม้จะมีเสียงข้างน้อยเป็นครั้งแรกในรัฐสภา
ขั้นตอนหลังจากนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรีจะจัดทำบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อทูลเกล้าฯ เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นายกฯจะนำ ครม.ชุดใหม่ เข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
โดยรัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนเริ่มต้นการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ ตามกรอบเวลาภายใน 15 วันนับแต่วันที่เข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ คาดการณ์ว่าอาจจะอยู่ในช่วงปลายเมษายนถึงต้นพฤษภาคม
แม้รัฐบาลชุดใหม่ของนายกฯอนุทินจะมีเสถียรภาพสูง แต่ด้วยสถานการณ์วิกฤตที่เผชิญอยู่จึงไม่ใช่โจทย์ง่ายในการบริหารประเทศ
โดยเฉพาะภารกิจหนักอึ้งกับวิกฤตพลังงานน้ำมันและก๊าซ อันเป็นผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านสองสัปดาห์ก่อน
จนถึงขณะนี้ยังไร้สัญญาณของการยุติศึกสงคราม หากยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ แน่นอนว่ายิ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกขยายวงออกไปอีก
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลใหม่ ที่จะต้องบริหารจัดการวิกฤตพลังงานและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน
แม้รัฐบาลจะออกมายืนยันว่าน้ำมันมีสำรองเพียงพอ แต่ยังย้อนแย้งกับสิ่งที่ประชาชนไม่มีน้ำมันให้เติม การต้องออกไปต่อคิวที่ปั๊มน้ำมันตั้งแต่ตีหนึ่งตีสอง
ยังไม่นับรวมสินค้าที่อาจต้องปรับขึ้นราคาจากต้นทุนน้ำมัน และค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชน ที่จะพุ่งสูงขึ้น
การเข้ามาของรัฐบาลอนุทิน 2 จึงเป็นความท้าทายที่จะประคับประคองประเทศให้เดินหน้าไปได้ในช่วงวิกฤตนี้

