อนุทิน 2 – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ ของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล แล้ว ให้มีผลตั้งแต่ 30 มี.ค.2569
งานใหญ่มานอนรอนายกฯอนุทินและทีมงานมาหลายวัน นั่นคือ วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากพี่เบิ้ม อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ลงไม้ลงมือกับอิหร่าน
แล้วปิดจ๊อบไม่ได้ ด้วยเหตุปัจจัยมากมาย ที่แน่ๆ อิหร่านไม่ใช่ประเทศเมื่อวานซืน แต่เป็นผู้สืบทอดอารยธรรมแรกๆ ของโลก ผ่านอะไรต่ออะไรมามากมาย
วันอังคารที่ 31 ที่ผ่านมา ข่าวหุ้นของ ผอ.ชาญชัย สงวนวงศ์ และ บูรพา สงวนวงศ์ เปิดเวทีใหญ่ที่สยามพารากอน ในชื่อ Battle Strategy 2026 เชิญผู้รู้ขึ้นเวทีมากหน้าหลายตา
โดยมี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเวทีด้วยปาฐกถาพิเศษ “Transforming Thailand for Resilient Growth” หรือ “พลิกโฉมประเทศไทย สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”
รองนายกฯเอกนิติกล่าวตรงไปตรงมาว่า สงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น เป็นวิกฤตใหญ่ที่ทุกคนต้องยอมรับความจริงว่าโลกเปลี่ยนไป
ผลจากวิกฤตสงครามทำให้ต้องปรับตัวตลอดไป ไม่รู้จะจบเมื่อใด ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงาน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายหลายแหล่ง ทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน
ทำให้ราคาพลังงานจะคงอยู่ในระดับสูงไปอีกยาวนาน จึงต้องปรับตัว และคิดในระยะสั้นๆ ไม่ได้ ต้องคิดยาวๆ ว่าใครปรับตัวก่อนเป็นผู้ชนะ
เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ อุดหนุนราคาน้ำมันแบบเดิมก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต สร้างปัญหาระยะยาวได้ จึงต้องช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เริ่มจากกลุ่มเปราะบาง
การอุดหนุนราคาน้ำมันไม่ใช่แนวทางที่จะทำได้ ต้องปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันได้เองยังเลิกอุดหนุนปล่อยราคาลอยตัว ไทยต้องยอมรับความจริง ราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูง การเลือกกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือจึงเป็นทาร์เก็ต หรือกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือ
และเลือกสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความเก่ง มีความพร้อม อาทิ อุตสาหกรรมเกษตรกรรม ที่มีราคาต่ำ ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเชื่อว่าจากนี้ไป ความต้องการรถไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายค่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้ย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไม่ใช่เพียงการรักษา แต่ขยายการบริการให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย
รายละเอียดจากรองนายกฯน่าสนใจมาก น่าจะไปหาอ่านจากสื่อต่างๆ
สาระจากรองนายกฯและขุนคลังก็คือ ราคาพลังงานที่แพงหูฉี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะผู้ผลิตน้ำมันเองยังเลิกอุดหนุน
ส่วนไทยนั้น เป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูงมากๆ ตรงนี้เป็นข้อจริงที่ต้องยอมรับกัน
วิธีการแก้ปัญหาของทีมเศรษฐกิจและรัฐบาล ซึ่งต้องยอมรับว่า เราเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยมาก มีข้อจำกัดทางการเงิน คือการเลือกช่วยผู้รับผลกระทบ คือกลุ่มที่เปราะบางต่อแรงกระทบ
ที่น่าสนใจและน่าติดตาม คือทีมเศรษฐกิจ มองปัญหาระยะยาวและมุ่งแก้ระยะยาว
ก่อนเกิดศึกใหญ่ในตะวันออกกลาง รองฯเอกนิติแสดงวิสัยทัศน์ไว้หลายวาระว่า แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ คือจะต้องแก้ในเชิงโครงสร้าง
มาตรการอุ้มๆ ประคองๆ ไม่เพียงพอแล้วสำหรับการไปต่อในระยะยาว ของประเทศที่เคยเป็นเบอร์ต้นของอาเซียน
หนึ่งในข้อเสนอจากรองฯเอกนิติ คือการลงทุนหรือมุ่งหน้าไปในทิศทางพลังงานเขียว โดยเฉพาะพลังงานทดแทนทั้งหลาย ที่เป็นจุดอ่อนมาแต่ไกลของประเทศไทย
จากนี้ไปความจำเป็นในเรื่องนี้ จะมีมากขึ้น รวมไปถึงพลังงานจาก
แหล่งอื่นๆ ที่มีการศึกษากันอยู่
ปัญหาเฉพาะหน้าก็หนักหน่วง อย่างที่บอกว่า หนักกว่าโควิด ปัญหาระยะยาวก็ไม่ธรรมดา
แต่รอบนี้ รัฐบาลมีพรรคแกนนำที่มีเสียงเกือบ 200 เสียงในสภา ถือว่าแน่นหนาพอจะทำงานยากๆ ได้
งานยากของรัฐบาลไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานและเศรษฐกิจ แต่ยังมีเรื่องการเมืองรวมอยู่ด้วย
อย่างแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผ่านประชามติมาพร้อมกับเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องที่น่าจะมาช่วยเสริมเศรษฐกิจได้
เพราะลึกๆ แล้ว รู้ๆ กันอยู่ว่า เส้นทางที่ผ่านมากับสารพัดปัญหา การเมืองมีส่วนฉุดรั้งอยู่ไม่น้อย
วิกฤตใหญ่ครั้งนี้ มีโอกาสอยู่พอสมควร ถ้าการเมืองไม่รบรากันมากเกินไป รัฐบาลน่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้พอสมควร

