สถานีคิดเลขที่ 12 : การศึกษาในมือ ‘เพื่อไทย’ โดย สุพัด ทีปะลา

3.04.26 | 10:28 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : การศึกษาในมือ‘เพื่อไทย’

“การศึกษาไทย” ยุครัฐบาลอนุทิน 2 ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ถูกตั้งความหวังว่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม

หนึ่งเป็นเพราะ “อาจารย์เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเบอร์ 1 ตัดสินใจมานั่งรองนายกฯและ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ชื่อเสียงฝีไม้ลายมือ “อาจารย์เชน” เป็นที่ยอมรับอยู่แล้วในแวดวงมหาวิทยาลัย ด้วยบทบาทนักวิชาการ นักวิจัย และอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

กระแสการตอบรับจึงเป็นไปอย่างคึกคัก สะท้อนได้จากเพจเฟซบุ๊กมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมใจโพสต์แสดงความยินดี

ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ ประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีดีอี มานั่ง รมว.ศึกษาธิการ เสริมทัพด้วย ส.ส.เจนใหม่ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ

Advertisement

แม้ทั้งคู่จะไม่ได้มาจากแวดวงการศึกษา ก็พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทย โดยมอง ศธ.เป็นกระทรวงที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ทั้ง อว.และ ศธ.เป็นกระทรวงที่ไม่ได้อยู่ในระดับเอลิสต์ของพรรคการเมือง เหตุผลหนึ่ง เป็นกระทรวงที่กว่าผลงานจะออกค่อนข้างใช้เวลา อีกทั้งตัวชี้วัดผลสำเร็จจะอยู่ที่ “คุณภาพการศึกษา”

รัฐมนตรีที่เข้ามาอยู่เพียงไม่กี่ปีก็สลับสับเปลี่ยนไปแล้ว

แม้การเข้ามาคุมกระทรวงด้านการศึกษา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงมหาวิทยาลัย จะเป็นโจทย์ท้าทาย แต่หากเข้ามาปรับปรุง วางรากฐานการศึกษาให้แข็งแกร่ง ย่อมจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้แม้จะต้องอาศัยเวลา

แนวทางของการขับเคลื่อนการศึกษาที่ “อาจารย์เชน” ได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ในเวทีการพูดคุย แลกเปลี่ยนกับนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 ในหัวข้อ “การพัฒนาการศึกษาในยุคพลวัต เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” เมื่อหลายวันก่อน

พอจะเห็นทิศทางต่างๆ โดยอาจารย์เชนระบุว่า มีอยู่ 5 ประเด็นสำคัญ 1.การศึกษา = เศรษฐกิจ + สังคม + คมนาคม ปัญหาการศึกษาไม่ได้อยู่แค่ที่ครูหรือหลักสูตร แต่คือ “โครงสร้างความเหลื่อมล้ำ”

ตัวอย่างเช่น หากการคมนาคมเข้าถึง มีระบบเชื่อมต่อที่ดี ความเหลื่อมล้ำในการเดินทางจะลดลง การเข้าถึงโรงเรียนและทรัพยากรการเรียนรู้จะดีขึ้น

ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาโดยตรง นักเรียนจะมีคุณภาพมากขึ้นทันที การพัฒนาการศึกษาจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกันครับ

2.สร้าง Safety Net เพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น รัฐต้องมีระบบรองรับเมื่อครอบครัวเผชิญวิกฤต ไม่ว่าจะด้านสุขภาพหรือเศรษฐกิจ ต้องมีเครื่องมือให้กลับมาตั้งหลักได้ เช่น ระบบอัพสกิล-รีสกิล เพื่อไม่ให้ความยากจนเป็นอุปสรรคจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่น

3.New Growth Engine : เพิ่มมูลค่าจากฐานเดิม ประเทศไทยต้องก้าวข้ามการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรมใหม่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจให้แข่งขันได้ในระยะยาว

4.ปฏิรูปโครงสร้างผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ การปฏิรูปต้องเชื่อม “การศึกษา” กับ “ตลาดแรงงาน” ให้ใกล้กันมากขึ้น หลักสูตรต้องตอบโจทย์การทำงานจริง

ขณะเดียวกันต้องลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู ด้วยระบบดิจิทัล เพื่อให้ครูกลับไปโฟกัสกับการสอนอย่างเต็มที่

5.ผู้นำต้องตัดสินใจบนอนาคต ในช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและบริบทโลก ผู้นำต้องมองระยะยาว กล้าตัดสินใจในสิ่งที่อาจยังไม่เป็นที่เข้าใจในปัจจุบัน แต่จำเป็นต่ออนาคตของประเทศ พร้อมสื่อสารให้สังคมเห็นทิศทางร่วมกัน

อาจารย์เชนยังชี้ว่า “การพัฒนาการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องเดินไปพร้อมกัน”

การเข้ามาบริหารทั้งสองกระทรวงของพรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะไม่ใช่กระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้า แต่ก็เป็นโอกาสที่ดี หากสามารถโชว์ฝีมือ สร้างผลงานที่จับต้องได้ตอบโจทย์การศึกษาไทย