สถานีคิดเลขที่ 12 | ทางที่ง่ายและควบคุมได้ (แต่ไม่ทำ) โดย ปราปต์ บุนปาน

13.04.26 | 11:23 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : ทางที่ง่ายและควบคุมได้ (แต่ไม่ทำ) แก้รัฐธรรมนุญ

ภายหลัง “รัฐบาลอนุทิน 2” แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จเรียบร้อย นับจากนี้รัฐบาลก็จะมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน

ตามแนวโน้มเท่าที่เห็น รัฐบาลดูจะมุ่งแก้ไขปัญหาปากท้องโดยหวังพึ่งพาสองผู้นำเทคโนแครต อย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์

ขณะที่สมาชิก ครม. ส่วนที่เป็นนักการเมือง-นักเลือกตั้ง ก็คงรับภาระงานรูทีนและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทางการเมืองกันไป

ข้อสังเกตและข้อสงสัยที่หลายคนมีต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล ก็คือ รัฐบาลชุดนี้ดูจะจงใจ “ละ-ลืม” ภารกิจเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปแบบ “เนียนๆ”

ทั้งๆ ที่ประชาชน 21 ล้านเสียง (เสียงส่วนใหญ่ของการลงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569) เพิ่งมีฉันทานุมัติมาแล้วเรียบร้อยว่า ประเทศไทยควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแทนที่รัฐธรรมนูญ 2560

Advertisement

หากลองพิจารณา ไตร่ตรอง ทบทวนให้ดี เราอาจพบว่ารัฐบาลกำลังตัดสินใจหรือเลือกทางเดินอันแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย ในการทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่กลายเป็นภารกิจที่มีความสำคัญลำดับท้ายๆ หรือแทบไม่มีที่ทางในสารบบแผนงานของ “ครม.อนุทิน 2”

ทั้งๆ ที่ถ้าภารกิจใหญ่สุดของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คือ การแก้ปัญหาทางการเมือง หลายฝ่ายก็มองเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญ 2560 คือกับดัก อุปสรรค หรือปัญหาอันหนักหนาสาหัสที่สุดของสังคมการเมืองไทยยุคปัจจุบัน

นอกจากนั้น การผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่ใช่งานที่ “ยากเกินไป” สำหรับรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีพรรคแกนนำได้ ส.ส. มาร่วม 190 เสียง เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรแบบสบายไร้กังวล แถมยังทำงานร่วมกับ ส.ว. ตลอดจนองค์กรอิสระอื่นๆ และกลไกรัฐราชการทั้งระบบได้อย่างราบรื่น

ด้วยเหตุนี้ ถ้าผลักดันให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกกระบวนการก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมโดยองคาพยพของรัฐบาลอย่างสมบูรณ์เต็มรูปแบบ

“เครือข่ายอำนาจสีน้ำเงิน” สามารถกำหนดได้หมดว่า ถ้าคนไทยอยากได้รัฐธรรมนูญใหม่ รัฐ (หมายถึงรัฐบาลและบรรดาผู้ที่คอยสนับสนุนรัฐบาลอยู่ข้างหลัง) จะอนุญาตให้รัฐธรรมนูญใหม่นั้น “ก้าวหน้า” ได้แค่ไหน? เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในสังคมไทยไปมากน้อยเท่าใด หากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2560?

พูดอีกแบบได้ว่า ด้านหนึ่ง รัฐบาลและรัฐไทยก็จะสามารถปฏิบัติภารกิจตามที่คนไทยจำนวนมากแสดงฉันทมติของตนเองผ่านคูหาประชามติได้อย่างไม่บิดพลิ้ว

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลและเครือข่ายก็ยังสามารถคอนโทรลได้อย่างอยู่มือว่า พวกเขาจะเปลี่ยนกติกาทางการเมืองของประเทศไทยไปในทิศทางไหน? (หรือจะทำอย่างไรให้มัน “เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด” แต่ก็ยัง “ดูเปลี่ยน”)

มองในแง่นี้ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดูเป็นงานที่ง่ายและควบคุมได้มากกว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ เสียอีก

โดยเฉพาะในยุคสมัยที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์พลังงาน ที่เราไม่ได้เป็นผู้กำหนดควบคุมเกมได้อย่างเต็มไม้เต็มมือ

จึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจในทางการเมือง ที่รัฐบาลเลือกเดินลุยไปบนหนทางที่ยากลำบากกว่า แล้วไม่ยอมกรุยทางอีกเส้นหนึ่ง ที่น่าจะมีข้อติดขัดน้อยกว่า สะดวกสบายกว่า

ที่สำคัญ หากภารกิจกอบกู้ประคับประคองเศรษฐกิจดังกล่าวล้มเหลวลง การพลิกฟื้นความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาลก็จะต้องหมุนวนกลับมารีสตาร์ตกันที่การปฏิรูปการเมืองหรือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อยู่ดี

เมื่อนั้น กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะกลายเป็นเรื่องยากและเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลสำหรับรัฐบาล