เกือบ 1 เดือนกับเหตุอุจอาจลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หรือ “ทนายแวยูแฮ” ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มีนาคม
จนถึงขณะนี้จับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย ยังเหลืออีก 1 ราย อดีตเรือเอกทหารนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นมือปืน อยู่ระหว่างการหลบหนี ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดหายานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุครั้งนี้
แม้ในทางคดีจะมีความคืบหน้าไปในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สังคมยังคงตั้งคำถามและเฝ้าจับตาคือ ท้ายที่สุดแล้วจะสามารถสาวไปถึงตัว “ผู้บงการ” ได้หรือไม่
เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ
ความไม่เชื่อมั่นของประชาชนโดยเฉพาะในกรณีที่คนร้ายใช้รถของ กอ.รมน.นราธิวาส ในการก่อเหตุ
แม้ พล.ท.นรธิป โพยนอก มทภ.4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ออกมาแถลงชี้แจงว่า เตรียมลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง สั่งชดใช้ทางแพ่ง และดำเนินคดีอาญากับ ร.อ.มนตรี ผู้ที่อนุญาตให้ยืมรถคันที่นำไปก่อเหตุ
และยังยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใดๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน.
จับปฏิกิริยาของสังคมแล้วคำชี้แจงเหล่านี้ยังไม่อาจตอบข้อสงสัย และความคลางแคลงใจได้ทั้งหมด
โดยเฉพาะประเด็นที่พรรคประชาชาติตั้งข้อสังเกตผ่านแถลงการณ์ล่าสุดว่า รถยนต์คันดังกล่าวถูกนำออกไปใช้งานหลายครั้งเพื่อก่อเหตุ
โดยทราบว่าจากคำรับสารภาพของผู้ต้องหาบางคนยืนยันนำไปใช้ก่อเหตุ จำนวนหลายครั้งเป้าที่จะสังหาร คือ ส.ส.กมลศักดิ์
สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้ คือการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพื่อติดตามคดียิงนายกมลศักดิ์ ในวันที่ 17 เมษายน
นายอนุทินระบุว่า “การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้ลงพื้นที่เพื่อไปเยี่ยมคนใดคนหนึ่ง แต่ลงพื้นที่เพื่อรับฟังสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่
เมื่อลงไปถึงหน้างานแล้ว และไปเห็นสภาพความเป็นไปต่างๆ ก็จะสามารถสร้างนโยบาย และกำหนดแนวทางการทำงาน ซึ่งทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตาม”
ทิศทางและผลลัพธ์สุดท้ายของคดีจะออกมาอย่างไร หลังการลงพื้นที่ของนายอนุทินเพราะหากสามารถคลี่คลายปมต่างๆ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

