สถานีคิดเลขที่ 12 | กม.อากาศสะอาด โดย จตุรงค์ ปทุมานนท์

22.04.26 | 13:33 น.

ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5 รวมทั้งหมอกควันและไฟป่า ที่พี่น้องประชาชนภาคเหนือ ต้องเผชิญกับสภาพอากาศมาพร้อมกับมลพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพมากว่าหนึ่งเดือน ติดอันดับโลกเมืองที่มีอากาศแย่ที่สุด จนคนในพื้นแทบไม่มีเสียงร้องว่าจะต้องให้หน่วยงานไหนมาแก้ปัญหาให้ได้เห็นผลเสียที ไม่ต้องทำใจสูดควันพิษที่จะมาทุกฤดูกาลอีกต่อไป

ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมรัฐมนตรีคณะใหญ่ ลงพื้นที่ประชุมมอบนโยบาย สั่งการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เน้นย้ำไปที่กลไกผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคน ต้องเป็น Single Command คือเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง และบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงาน

พร้อมกับตั้ง “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการเพื่อป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นเลขาธิการ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่จะประกาศภายในวันที่ 21 เมษายน จากนี้คือการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าวว่าจะแก้ปัญหาได้เป็นรูปธรรมจับต้องได้แค่ไหน

แม้การตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว จะเป็นสูตรสำเร็จของเกือบทุกรัฐบาล ที่มักตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ผลสัมฤทธิ์อาจไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อคณะกรรมการชุดดังกล่าวพ้นวาระทำหน้าที่ ปัญหาฝุ่นพิษจะหมดไป หรืออาจจะกลับมาเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ไม่มีใครการันตีได้

ขณะที่กลไกที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5 ในระยะยาว นั่นคือ
ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ศ. … ที่รอ ครม.ที่มีอำนาจเต็มยืนยันให้ร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเดินหน้าต่อในชั้นวุฒิสภา ให้ทันเดดไลน์ 60 วัน คือ วันที่ 12 พฤษภาคม ก่อนที่กฎหมายจะตกไป ไม่ต้องไปนับหนึ่งยกร่างกันใหม่

Advertisement

แม้จะมีสัญญาณจากฝ่ายประจำออกมาว่า หากปล่อยให้กฎหมายอากาศสะอาด มีผลบังคับใช้ อาจจะมีปัญหาในทางปฎิบัติ เพราะอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐเกิดความทับซ้อนกัน เกรงว่าจะเกิดปัญหาโยนกันไปมาเหมือนเช่นในอดีต

แน่นอนว่าหากกฎหมายอากาศสะอาด เข้าสู่การพิจารณาต่อในชั้นของวุฒิสภา ประเด็นที่ฝ่ายประจำ รวมทั้งหน่วยงานที่รับไปปฏิบัติ มองว่าจะเป็นปัญหา ก็มีช่องให้วุฒิสมาชิก ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ได้ใช้ดุลพินิจ ความรู้ ความสามารถปรับแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวให้เกิดความสมบูรณ์ ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้

ไม่ควรถึงขั้นต้องยกมาเป็นเหตุผล ที่จะไม่เดินหน้าร่างกฎหมายดังกล่าวต่อ หรือนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองกังวลว่าฝ่ายไหนจะได้แต้มทางการเมืองมากกว่า หากกฎหมายอากาศสะอาด เดินหน้าจนมีผล
บังคับใช้

เพราะเรื่องอากาศสะอาด เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการอากาศบริสุทธิ์ไว้หายใจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมทั้งประชาชนทุกคน