ผู้ว่าฯกทม. – อีกราว 2 เดือนเศษ ชาว กทม.จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.วันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. หลัง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบันจะครบวาระ 4 ปี พร้อมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 50 เขต 21 พ.ค.
ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นปี’62 กำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับตั้งแต่ครบวาระ
โดยไทม์ไลน์ที่ กกต.ประกาศ จะเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ก.-ผู้ว่าฯกทม. ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. ถึง 1 มิ.ย.นี้
ในส่วนของผู้ที่จะลงชิงเก้าอี้ค่อนข้างแน่นอนว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะลงเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในนามผู้สมัครอิสระอีกครั้ง เพียงแค่ “รอจังหวะ” ประกาศอย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งยังมีเวลาก่อนครบวาระในอีก 1 เดือนข้างหน้า
นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นพ้องกันว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีความได้เปรียบในแง่ของผลงานที่ได้เข้ามาขับเคลื่อน 216 นโยบาย ผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สําหรับทุกคน
จึงมีโอกาสสูงที่จะได้รับความไว้วางใจจากชาว กทม.ให้ทำงานต่ออีกหนึ่งสมัย
ประเมินคู่ต่อสู้สำคัญจึงน่าจะมีเพียงผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) และประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ประกาศจะส่งคนลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.
เริ่มจากพรรค ปชน. ซึ่งสร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์กวาด ส.ส.กทม.ได้ทั้ง 33 เขตในการเลือกตั้งระดับชาติล่าสุด เตรียมแถลงเปิดตัวช่วงต้นเดือน พ.ค.นี้
โดยจะส่ง “ขุนพล” ที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดมาชิงชัย มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นผู้บริหารมืออาชีพ มีประสบการณ์ในการบริหารองค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชาว กทม.
ฟังจากที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันก่อน พอเห็นทิศทาง นโยบายที่จะเป็นหนึ่งใน “จุดขาย” คือการเข้ามาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
โดยณัฐพงษ์มองว่า “การเปลี่ยนแปลงใน กทม.มีหลายเรื่องเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงการเสนอกฎหมายให้ผู้ว่าฯกทม.มีอำนาจแท้จริง ต้องใช้เสียง ส.ก.และ ส.ส.ที่เข้มแข็ง เพื่อผลักดันให้ทำได้จริง
ขณะที่พรรค ปชป. ที่ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับบุคคลที่พรรคกำลังทาบทามให้มาลงสมัครผู้ว่าฯกทม.
น่าหวังผลในการช่วงชิงเก้าอี้ ส.ก.เพิ่มขึ้นจากคราวก่อน ด้วยกระแสของพรรคที่ดีขึ้นในการเลือกตั้ง ส.ส.ล่าสุด หลัง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” คัมแบ๊กกลับมานั่งหัวหน้าพรรค ปชป.อีกรอบ
ตลอดระยะเกือบ 4 ปี ภายใต้การบริหารของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เข้ามาแก้ปัญหาในหลายๆ ด้านให้กับมหานครแห่งนี้
แต่ก็ยังมีปัญหาในหลายด้านที่ต้องขับเคลื่อนต่อไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด มลพิษ น้ำท่วมรอระบาย รวมทั้ง “การทุจริตคอร์รัปชั่น”
ถือเป็นโจทย์ท้าทายของผู้ว่าฯกทม.

