การที่ศาลฎีการับ “คดีจริยธรรม” อันเนื่องมาจากการลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ของอดีต 44 ส.ส.ก้าวไกล ไว้พิจารณา แต่ไม่สั่งให้ 10 ส.ส. พรรคประชาชนในยุคปัจจุบัน (ซึ่งเป็น 10 ใน 44 ของนักการเมืองกลุ่มนั้น) ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
นับเป็นแนวโน้มที่ดี เป็นหลักปฏิบัติที่ควรยึดถือ
ทั้งยังทำให้สังคมการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เคลื่อนเข้าสู่สภาวะการเมืองที่ควรเป็นเสียที (โดยต้องใช้เวลานานเกือบๆ สามเดือน)
กล่าวคือ เราจะมีนายกรัฐมนตรี มีรัฐบาล มีรัฐมนตรีหลายกระทรวงที่เดินหน้าทำงานอย่างแข็งขัน มีฝ่ายค้านที่ครบสูตรและหลากหลาย สามารถทำงานตรวจสอบได้เต็มที่ รวมทั้งมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ
พูดอีกแบบได้ว่า ถ้ามองในมุมกว้างๆ อย่างเผินๆ สังคมการเมืองไทยก็คล้ายจะหวนคืนเข้าสู่วิถีทาง “ปกติ” เต็มสูตรแล้ว
อย่างไรก็ดี เมื่อพินิจพิจารณาลงไปในรายละเอียดหลายประการ “ความปกติ” ดังกล่าว กลับยังซ่อนแฝงไว้ด้วย “ความไม่ปกติ”
ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมในกรณีคดีจริยธรรมของอดีต 44 ส.ส.ก้าวไกล จะทำให้สังคมการเมืองไทยผ่อนคลายความตึงเครียดลงได้ระดับหนึ่ง หรือมีช่องทางให้ตัวละครฝ่ายต่างๆ ได้ขยับเคลื่อนไหวแสดงบทบาทกันได้มากขึ้น
ทว่า ในอีกด้าน กระบวนการที่ ป.ป.ช. เร่งพิจารณาว่า “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีพฤติกรรมจงใจปกปิดทรัพย์สินหรือแสดงบัญชีทรัพย์สินเท็จ แม้เจ้าตัวจะเคยพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เกี่ยวเนื่องกัน
กลับนำไปสู่คำถาม ความคลางแคลงใจ ของผู้คนจำนวนมากในสังคม
ภาพที่หลายฝ่ายมองเห็น ก็คือนักการเมืองฝ่ายหนึ่ง (จากพรรคหลักของฝ่ายค้าน) ยังมี “บ่วงทางกฎหมาย” ร้อยรัดเอาไว้ จนต้องระมัดระวังการแสดงจุดยืนหรือลดระดับอุดมการณ์ของพวกตน รวมถึงต้องพร้อมรับโทษในการยื่นเสนอกฎหมายต่างๆ แทนประชาชน
แต่นักการเมืองอีกฝ่าย (พรรคแกนนำรัฐบาล) กลับสามารถชำระล้างมลทินทางการเมืองได้อย่างง่ายดายจนน่าแปลกประหลาดใจ ราวกับว่าเมื่อชนะเลือกตั้ง ได้รับอนุญาตให้เป็นรัฐบาลแล้ว อุปสรรคปัญหาข้อติดขัดต่างๆ ก็จะมลายหายไปจนหมดสิ้น โดยไม่ต้องชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างตรงไปตรงมากับสาธารณชนด้วยซ้ำ
การเมืองที่ยังไม่ได้อยู่ในนิติรัฐ ไม่ได้ถูกกำกับด้วยหลักนิติธรรมที่สมบูรณ์เช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ “การเมืองที่พึงปรารถนา” สำหรับทุกคนโดยเท่าเทียมกัน
หากสภาพการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ การเมืองไทยที่ดู “เสมือนปกติ” ก็ยังมิได้ “ปกติจริง”
ที่สำคัญ สภาวะคลอนแคลนข้างต้นจะยิ่งยุบยวบยาบ เมื่อถูกกระตุ้นเร้าด้วยปัญหาปัจจัยอื่นๆ ทั้งในและระหว่างประเทศ ทั้งการเมืองและไม่การเมือง ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขหรือสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที

