ทำไมเด็กไทยไม่นิยมเรียนต่อ “สายอาชีวศึกษา” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะยังไม่สามารถทลายกำแพง “ค่านิยม” ส่งลูกหลานเรียนต่อในสายสามัญศึกษาหรือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนตัวเลขนักเรียนสายสามัญกับสายอาชีวศึกษายังอยู่ที่ 70 ต่อ 30
อาชีวศึกษาเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญขับเคลื่อนประเทศแต่ละปีภาคอุตสาหกรรมต้องการกำลังคนสายอาชีวศึกษาหลายหมื่นคน มากกว่าจำนวนเด็กที่เรียนจบ
เฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีตัวเลขประมาณการความต้องการกำลังคนปี 2568-2572 ใน 5 อุตสากรรมเป้าหมายหลัก 156,879 อัตรา
ในยุคของรัฐบาลอนุทิน 2 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) บอกว่าได้วางเป้าหมาย ขยับสัดส่วนนักเรียนสายสามัญกับสายอาชีวศึกษามาอยู่ที่ 55 ต่อ 45 เพราะมีความต้องการบุคลากรสายอาชีพระดับ ปวช.และ ปวส. ราย 5 หมื่นคนต่อปี
เป็นความท้าทายที่ต้องผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของระบบเศรษฐกิจ
สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ต้องการคือกำลังคน แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน หากระบบการศึกษาไม่ปรับตัวตามก็ยังคงมีช่องว่างของทักษะใหม่
เป็นโจทย์ที่กระทรวงศึกษาธิการและอาชีวศึกษาต้องสามารถผลิตและพัฒนาคนด้านทุนมนุษย์ให้เพียงพอกับความต้องการตรงสาขา
นายประเสริฐย้ำว่า สิ่งสำคัญคือภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษา ที่แม้จะมีความสำคัญในต่างประเทศมาก
บางสายงานเรียนจบแล้วได้เงินเดือนที่สูงกว่าคนจบปริญญาตรี
แต่เมืองไทยกลับมองอีกมุมและมีโอกาสหางานทำได้น้อยกว่า
โดยจะขับเคลื่อนผ่าน นโยบาย 3 ด้าน นโยบายที่ 1 “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ” เป็นมาตรฐานของประเทศ เข้าใจการเรียนรู้ของอาชีวะว่าคือการเรียนรู้จากการทำงานจริง
นโยบายที่ 2 “ปฏิรูปหลักสูตรให้ทันโลกเทคโนโลยี” เรื่องของปัญญาประดิษฐ์ AI Robot ความรู้ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน
อุตสาหกรรมใหม่ก็เกิดขึ้นเช่นกัน ต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรม
และนโยบายที่ 3 “ยกระดับภาพลักษณ์ของอาชีวะ” ทำให้อาชีวะไม่ใช่แค่อาชีพทางเลือกแต่ต้องสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนให้เป็นอาชีพแห่งความสำเร็จ
ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลพยายามส่งเสริมนโยบายการเรียนต่อสายอาชีวศึกษา แต่ก็ยังไม่สำเร็จ
แต่ละปีเปิดรับเด็กเข้าเรียนในสายอาชีวศึกษา ระดับ ปวช.-ปวส. ราว 3 แสนคน แต่มีเด็กมาสมัครเข้าเรียนเพียงกว่า 2 แสนคนเท่านั้น
ขณะที่เด็กเกือบ 5 แสนคนเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ยิ่งเปรียบตัวเลขในภาพรวมทั้งระบบยิ่งเห็นภาพชัดเจน อย่างในปีการศึกษา 2568 ทั่วประเทศมีนักเรียน ชั้น ม.ปลาย 1.8 ล้านคน ระดับ ปวช. 5.7 แสนคน
แน่นอนว่าการจะเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษา ถือเป็นโจทย์ยากและท้าทาย
เพราะต้องทลายความเชื่อ และค่านิยมของสังคม ที่ยังมุ่งหวังใบปริญญา
หลายคนยังติดภาพลักษณ์เดิมๆ คิดว่าเด็กที่เลือกเรียนสายอาชีวศึกษา เพราะไม่สามารถไปต่อในระดับชั้น ม.ปลายได้
หากสามารถผลักดันนโยบายให้เห็นผลเป็นรูปธรรมว่าเรียนอาชีวศึกษา แล้วมีงานทำ มีรายได้ มีอนาคต ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปรับมุมมองของสังคมได้

