สถานีคิดเลขที่ 12 | สนามเลือกตั้ง กทม. ‘เปลี่ยน’ หรือ ‘ไม่เปลี่ยน’? โดย ปราปต์ บุนปาน

4.05.26 | 12:40 น.

อีกราวหนึ่งเดือนกว่าๆ และคล้อยหลังการเลือกตั้งทั่วไประดับชาติเพียงราวๆ สี่เดือน เราก็จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นที่น่าสนใจอีก 1+1 สนาม

นั่นคือ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สนามหนึ่ง

ร่วมด้วยการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา อีกสนามหนึ่ง

สนามที่ได้รับความสนใจจากผู้คนวงกว้างมากเป็นพิเศษ เห็นจะได้แก่สนามเลือกตั้งใน กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่การปกครองส่วนกลางหรือเมืองหลวงของประเทศ

คล้ายผู้คนได้เชื่อกันไปล่วงหน้าแล้วว่า ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบนี้ จะไม่พลิกโผหรือค่อนข้างแบเบอร์

Advertisement

กล่าวคือ ถ้า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ลงป้องกันแชมป์ เขาก็น่าจะได้รับฉันทานุมัติจากคนเมืองหลวงอย่างไม่มีปัญหา

แต่จุดที่ต่อสู้กันเข้มข้น เห็นจะเป็นสนามเลือกตั้ง ส.ก. ซึ่งครั้งที่แล้ว ไม่มีพรรคไหน-กลุ่มใดได้รับชัยชนะเด็ดขาด บนเงื่อนไขที่ว่า ผู้ว่าฯกทม. ก็ไม่มี ส.ก.ของตนเองอยู่ในสภากรุงเทพฯเช่นเดียวกัน

มาคราวนี้ เงื่อนไขก่อนการเลือกตั้งก็ยิ่งหลากหลายและผันแปรไปอีก

เมื่อพรรคเพื่อไทยตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัคร พรรคประชาชนต้องแบกรับแรงกดดันจากข้อเท็จจริงที่ว่าพรรคเพิ่งได้ ส.ส.มายกกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ดูจะฮึดสู้

ทั้งยังมี ส.ก.หน้าเดิม และผู้สมัครหน้าใหม่จำนวนมาก ที่พยายามยึดโยงประชาสัมพันธ์ว่าตนเองจะเข้าไปเป็นแนวร่วม-มือไม้คอยทำงานให้กับผู้ว่าฯชัชชาติ

ประเด็นใหญ่ที่ยังถกเถียงกันเยอะว่าด้วยสนามเลือกตั้งท้องถิ่นพิเศษอย่างกรุงเทพมหานคร ก็คือ พฤติกรรมการเลือกตั้งของโหวตเตอร์นั้นวางพื้นฐานอยู่บนความคิด-อารมณ์ความรู้สึกแบบไหน?

เรื่องแรกที่ปรากฏชัดเสมอ คือ พฤติกรรมการเลือก ส.ส. และเลือกผู้ว่าฯกทม.กับ ส.ก.ของประชากรในพื้นที่นั้น ไม่จำเป็นต้องดำเนินไปบนตรรกะเหตุผลชุดเดียวกันเป๊ะๆ แม้การเลือกตั้งทั้งสองสนามอาจจะเกิดขึ้นไม่ห่างกันก็ตาม

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจเลือก ส.ส. หรือผู้แทนราษฎรระดับชาติ ไปต่อสู้รณรงค์ทางการเมืองในภาพใหญ่ แล้วเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก. เข้ามาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ในระดับจุลภาคของพวกตน

อีกเรื่องที่มีความต่อเนื่องกันและน่าสนใจนำไปขบคิดต่อมีอยู่ว่า บรรดาโหวตเตอร์ที่เดินเข้าคูหาของสนามเลือกตั้งท้องถิ่นอย่าง กทม.นั้นอยากเปลี่ยนแปลง “เมือง” และ “วิถีชีวิตประจำวัน” ของตนเองหรือไม่? มากน้อยแค่ไหน?

สี่ปีก่อน ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. เบอร์ใหญ่ๆ ต่างพร้อมใจกันประชันวิสัยทัศน์ว่า ใครจะสามารถ “เปลี่ยนมหานคร” แห่งนี้ได้มากกว่ากัน

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว คนกรุงเทพฯต้องการเปลี่ยนเมืองและเปลี่ยนชีวิตตนเองในระดับไหน?

โดยเฉพาะในบริบทสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งพวกเขาอาจจะมีความรู้สึก “อยากเปลี่ยน” ไม่เยอะนัก เพื่อให้ตนเองยังสามารถตั้งหลักอยู่ได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางสภาวะที่การเมืองระดับชาติดูไม่ค่อยมีความหวัง ส่วนสภาพเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลกก็ผันผวนปรวนแปรหนัก

บางที นี่อาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของการเลือกตั้งท้องถิ่นในสนามกรุงเทพมหานครรอบนี้