เอาเข้าจริง รัฐไทยและรัฐบาลไทยตลอดสิบกว่าปีหลัง (หรือยาวนานกว่านั้น) มีโจทย์หลักในการทำงานหรือการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่อง “ความมั่นคง” มาโดยตลอด
เหตุผลใหญ่ลำดับต้นๆ ในการถือกำเนิดขึ้นของรัฐประหาร 2557 และ “รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ชุดแรก” ก็คือการป้องกัน-แก้ไขปัญหาเรื่อง “ความมั่นคง” ของชาติ
“รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล 1” ก็เกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลชุดก่อนล้มเหลวที่จะรับมือ “ปัญหาความมั่นคง” อันสืบเนื่องจากความสัมพันธ์ระหองระแหงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ไม่นับรวมว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยต้องเผชิญหน้ากับ “ปัญหาความมั่นคง” ที่ชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
หรือเป็นที่รับรู้กันว่า งบประมาณของประเทศในแต่ละปีนั้น ต้องกันเงินไว้ให้กับหน่วยงานและกระบวนการทำงานด้านความมั่นคงมากมายมหาศาลขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม กระทั่งถึงทุกวันนี้ ผู้คนธรรมดาสามัญในสังคมไทยอาจยังรู้สึกว่า พวกเราช่าง “เปราะบาง” เสียเหลือเกิน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ “ปัญหาความมั่นคงร่วมสมัย” หลากหลายเหตุการณ์
กรณีล่าสุด เราเพิ่งตื่นตระหนกตกใจกับข่าว “ชายชาวจีน” ที่ครอบครองอาวุธสงครามร้ายแรงเป็นจำนวนมาก และมีการฝึกใช้อาวุธเหล่านั้นอย่างจริงจังระหว่างที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย ปะปนกับคนไทยทั่วไป
ยังไม่แน่ชัดว่า เขาทำภารกิจอะไร? ให้ใคร? แต่ทุกฝ่ายล้วนมองออกว่า สิ่งที่ชายชาวต่างชาติรายนี้ทำมาตลอดคงไม่ใช่ “เรื่องดี” และเป็น “ภัยร้ายแรง” ที่ซ่อนเร้นอยู่ในสังคมเรามานานเท่าใดแล้วก็ไม่รู้
ที่สำคัญ มีแนวโน้มสูงมากว่าชายคนดังกล่าวจะซื้อหาหรือได้รับอาวุธต่างๆ มาจากเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของไทย
หรือย้อนไปเมื่อไม่นานมานี้ ก็เพิ่งเกิดคดีลอบยิง “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งมีผู้กระทำความผิดเป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ และมีแนวโน้มที่เครือข่ายผู้กระทำความผิดจะยึดโยงไปถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐบางแห่งด้วย
ทว่า ปัจจุบัน ตำรวจกลับยังสืบสวนหาตัวผู้บงการไม่ได้
ที่คนจำนวนมากอาจรู้สึกว่าพวกตนกำลังตกอยู่ในภาวะ “เปราะบาง-ไม่ปลอดภัย” ก็เพราะ “ปัญหาความมั่นคง” ที่ซึมลึกอยู่ในสังคมไทย มิได้มีแค่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่นำไปสู่การปะทะกันด้วยกำลังทหารตามแนวชายแดนเท่านั้น
หากเป็นเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนธรรมดาที่ไหนหรือเมื่อใดก็ได้
โดยทุกฝ่ายยังไม่ทราบถึงบ่อเกิดของปัญหาอย่างกระจ่างชัด ซึ่งเท่ากับว่าเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้หมดไปได้อย่างเป็นระบบในระยะเวลาอันสั้น
ที่ละเลยเพิกเฉยไม่ได้ ก็คือการมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปพัวพันหรือมีส่วนสนับสนุนในหลายกรณี
คำถามจึงมีอยู่ว่า รัฐไทยที่ “ไม่เคยไม่หมกมุ่น” กับ “ปัญหาความมั่นคง” จะรับมือกับสถานการณ์
“ภัยความมั่นคง” เหล่านี้อย่างไร?

