คลังแสงจีน – กรณีตำรวจ สภ.นาจอมเทียน จ.ชลบุรี เข้าตรวจสอบ นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน วัย 31 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่ ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย ตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน มีไหวพริบจากพิรุธของหมิงเฉิน ซัน ที่พยายามจะไม่ให้ตรวจสอบรถยนต์ที่เกิดเหตุ
สุดท้ายเมื่อตรวจสอบพบอาวุธปืนออโตเมติกพร้อมแม็กกาซีน และยังพบแม็กกาซีนและกระสุนปืนของอาวุธปืนยาวเอ็มโฟร์ (M4) จึงควบคุมตัว
พร้อมกับขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพัก ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบสะสมอาวุธสงครามหลายชนิดระดับคลังแสงย่อยๆ เพราะเจอทั้ง ปืน M16 จำนวน 2 กระบอก, ปืนสั้น Glock 26 จำนวน 1 กระบอก
วัตถุระเบิด ดินระเบิดซีโฟร์ รวมน้ำหนักกว่า 4,832.4 กรัม ส่วนหนึ่งผูกติดกับเสื้อเกราะ กับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 (รัสเซีย) 4 ลูก ระเบิดสังหารแบบขว้างจากหลายประเทศ รวม 6 ลูก
เชื้อปะทุไฟฟ้า และชุดรีโมตรับ-ส่ง 2 ชุด เสื้อเกราะกันกระสุน 3 ตัว, หน้ากากกันแก๊สพิษ และน้ำมันเบนซิน 80 ลิตร
แม้ “หมิงเฉิน ซัน” รับสารภาพในเบื้องต้นว่า ป่วยเป็นอาการซึมเศร้า และเป็นคนชอบสะสมอาวุธ
แต่ด้วยจำนวนอาวุธ ทั้งระเบิดซีโฟร์ อาวุธสงครามหลายชนิด ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา ที่ชาวจีนคนหนึ่งจะลักลอบนำมาสะสมได้มากขนาดนี้
จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคง ต้องสืบสวน สอบสวนในทุกมิติ เชื่อมโยงไปถึงใครและประเด็นใดบ้าง อย่าปล่อยให้เกิดการแทรกแซง หรือตัดตอนคดี
ยิ่งผลสอบอาวุธปืนบางส่วน มีความเชื่อมโยงว่าได้มาจากตำรวจนครบาล และ 2 จ่าทหารเรือ
รวมทั้งพบ “บัตรสีชมพู” คือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย และกรณีมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านย้ายชื่อเข้า-ออก จาก จ.เชียงใหม่ เข้ามาบ้านพักของแฟนสาวชาวไทย ที่คลองสามวา กรุงเทพฯ
นอกจากนี้ยังพบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2569 หลายครั้ง และมีข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศกัมพูชา เชื่อมโยงถึงเครือข่ายสแกมเมอร์ในระดับ “บอส”
การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงต้องเดินหน้าตรวจสอบในทุกประเด็น
เพราะมีความเชื่อมโยงกับหลายหน่วยงานรัฐ อาทิ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ว่ามีความบกพร่อง หรือมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่
แต่คดีซุกคลังแสงของ “หมิงเฉิน ซัน” ประเด็นสำคัญ คือ ทุกฝ่ายตั้งแต่รัฐบาล สภาความมั่นคงแห่งชาติ สํานักข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยงานความมั่นคงทั้ง ทหาร ตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ต้องยกเครื่องการทำงาน
ให้มีความรัดกุม ไม่ให้เกิดช่องว่าง หละหลวม ไม่ให้มีกรณี “หมิงเฉิน ซัน” เกิดซ้ำรอยอีก
แม้คดี “หมิงเฉิน ซัน” จะมีความโชคดีจากไหวพริบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ขยายผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จนนำมาซึ่งการตรวจค้นคลังแสง และที่โชคดีอีกขั้น คือ ยังไม่มีการก่อเหตุวินาศกรรมจากอาวุธดังกล่าว
แต่จะปล่อยให้ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ต้องแขวนอยู่กับ “ความโชคดี” และ “ไหวพริบ” ของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติว่าจะตรวจเจอข้อพิรุธอันมาจากความไม่มั่นคง แบบนี้ต่อไป ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง
ทั้งที่งานด้านความมั่นคงของประเทศ ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญไว้ในลำดับต้นๆ

