สถานีคิดเลขที่ 12 | สกัด-ล้างบางนอมินี โดย สุพัด ทีปะลา

15.05.26 | 12:15 น.

ปรากฏการณ์ทุนชาวต่างชาติยึดแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเกาะพะงัน-สมุย-ภูเก็ต ผ่านนอมินีคนไทย เป็นปัญหาที่เรื้อรังกันมานาน กลายเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเข้ามาสะสาง

จนนำไปสู่การเปิดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งการลงพื้นที่เพื่อกำกับติดตามของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และพื้นที่หาดฟรีด้อม จ.ภูเก็ต

นายกฯอนุทินชี้ว่า เป็นการลงพื้นที่เพื่อติดตามและจัดการกับการกระทำผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกาะพะงัน พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบให้เกิดความเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นธรรม และทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าอยู่น่าเที่ยว

ก่อนหน้านี้ นายกฯอนุทินสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้ “นอมินี” ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายทั่วประเทศ

หลังการตรวจสอบพบผู้ประกอบวิชาชีพทนายความและบัญชีบางราย ให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

Advertisement

ประเมินกันว่าเฉพาะเกาะพะงัน-เกาะสมุย อาจเป็นหนึ่งในพื้นที่ของประเทศที่มีปัญหาการเข้ามาของทุนต่างชาติผ่าน
นอมินีคนไทยมากที่สุด

ตัวเลขที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกมาแถลงค่อนข้างน่าตกใจ หลังพบว่าบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย มี 11,426 ราย
คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมด 16,811 ราย

มีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงผ่านการใช้คนไทยเป็นนอมินี

ทั้งนี้ สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลหากปัญหานอมินีไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อ “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” และความมั่นคงของประเทศไทยในระยะยาวได้

ประเด็นนี้สะท้อนผ่านที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งได้เสนอญัตติ “ปัญหาการถือครองที่ดินโดยคนต่างด้าวผ่านตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น” เพื่อเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมและเสมอภาค รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ขอหยิบยกมุมมอง อัจฉรพรรณ หอมรส ส.ว. ที่ได้สะท้อนว่า ปัจจุบันชาวต่างชาติที่เข้ามาไม่เหมือนกับเมื่อก่อนเป็นการยึดครองแล้วเกิดการสร้างรัฐซ้อนรัฐ

เช่นกรณีชาวยิวบนเกาะพะงัน ที่สะท้อนว่าชาวต่างชาติเหล่านั้นไม่ได้มาแค่การท่องเที่ยว แต่ให้คนไทยเป็นนอมินี ตั้งรกราก สร้างชุมชน

ยังมีชาวรัสเซียที่ภูเก็ต และชาวจีนแถวห้วยขวางและระยอง เป็นต้น คนเหล่านี้สร้างธุรกิจปิด โดยให้คนไทยเป็นนอมินี สุดท้ายเงินไม่ตกถึงคนไทย

คำถามคือ นี่เป็นผลจากการปล่อยปละละเลยให้ชาวต่างชาติเข้ามาแฝงตัว ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายและนอมินีไทยหรือไม่

แน่นอนว่าปมปัญหานี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องเร่งเดินหน้าปราบปราม

ควบคู่กับการทบทวนมาตรการและกฎหมายที่ยังเปิดช่องให้มีการใช้คนไทยถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ

เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะยาว