ถ้าลองประมวลข่าวหรือปรากฏการณ์ย่อยต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็จะมองเห็น “ภาพใหญ่” ที่น่าสนใจ
เริ่มตั้งแต่คดีความเกี่ยวกับ “หมิงเฉิน ซัน” ชายชาวจีนที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองไทย ซึ่งถูกตรวจสอบพบว่าครอบครองอาวุธร้ายแรงจำนวนมาก (ระดับมีคลังแสงอาวุธของตนเอง) และน่าจะพัวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ
คดี “หมิงเฉิน ซัน” ยังไม่ทันได้ผลสรุปชัดเจน โดยเฉพาะคำถามสำคัญที่ว่า เขามีพฤติกรรมเชื่อมโยงไปถึงใคร-กลุ่มเครือข่ายใดบ้าง ทั้งที่อยู่นอกประเทศและในประเทศไทย
ก็มีเรื่องอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย
ต้นสัปดาห์ก่อน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจว่าด้วยความไม่โปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ
ไฮไลต์ที่ถูกกล่าวถึงในวงกว้าง คือ การแฉรายชื่อ 10 หน่วยงานภาครัฐ ที่ถูกระบุว่ามีอัตราเสนอสิ่งตอบแทนสูงสุด และมีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด
ทำให้หน่วยงานที่ถูกพาดพิงบางส่วนต้องออกมาแถลงข่าวตอบโต้เป็นพัลวัน โดยฉับพลันทันที
กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็ต้องออกมาให้สัมภาษณ์หรือพูดจาต่อหน้าสาธารณชน เพื่อแสดงถึงความกังวลใจและยืนยันความตั้งใจจะเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้
ขยับมาปลายสัปดาห์ ก็มีข่าวรัฐบาลเปิดทำเนียบ รับผู้นำภาคเอกชนระดับ “บิ๊กเนม-เจ้าสัว” ของประเทศกว่า 30 ราย
อาจมีผู้ตั้งข้อครหาว่า ทำไมรัฐบาลไม่เปิดทำเนียบเพื่อรับฟังพูดคุยกับคนจน หรือผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดเล็ก-ขนาดย่อมบ้าง?
แต่อย่างน้อยที่สุด การที่รัฐบาลได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มทุนใหญ่ๆ ก็อาจบ่งชี้ว่า รัฐไทยกำลังพยายามแสวงหาความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อมองหาลู่ทางใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ
ในยุคสมัยที่ระบบเศรษฐกิจไทยเซื่องซึมมานาน ส่วนแผนงาน-วิสัยทัศน์ว่าด้วยอนาคตก็ยังเต็มไปด้วยความไร้เสถียรภาพและความไม่ชัดเจน
ครั้นพอถึงช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็เกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญตรงสี่แยกใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อรถไฟวิ่งชนรถเมล์ จนมีผู้เสียชีวิตหลายราย
ไม่ว่าปัญหานี้จะเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ย่อหย่อน หรือการออกแบบเมืองและบริหารจัดการระบบคมนาคมขนส่งที่ลักลั่นไม่ลงตัว
ไม่ว่าปัญหานี้จะเกิดจากความผิดพลาด-ประมาทของปัจเจกบุคคล หรือเป็นความฟอนเฟะในเชิงโครงสร้างของรัฐ สังคม และเมือง
แต่พวกเราก็พบเห็นปัญหาทำนองนี้มาตลอด เพราะผู้มีอำนาจไม่สามารถแก้ไขป้องกันมันได้อย่างสะเด็ดน้ำเสียที
หากกลับมาพูดถึง “ภาพใหญ่” ทุกฝ่ายคงตระหนักและยอมรับคล้ายๆ กันว่า รัฐไทยยังมีจุดบกพร่อง หละหลวม หักพัง ที่รอคอยการซ่อมแซม ยกเครื่อง ปฏิรูป อีกมากมายหลายจุด
ถ้า “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย มีความเข้มแข็งและมีเจตจำนงที่แน่วแน่ทางการเมืองจริงๆ
การซ่อมแซม ยกเครื่อง ปฏิรูปรัฐไทย (อย่างน้อยในบางด้าน) ย่อมต้องเกิดขึ้นบ้างในช่วง 4 ปีนับจากนี้

