ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปิดผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใส ในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จัดทำภายใต้โครงการ คนไทยไม่ทนคอร์รัปชั่น ภาคธุรกิจ 401 ตัวอย่างทั่วประเทศ ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เกิดแรงกระเพื่อมอย่างมากชนิดที่ว่ารัฐบาลอยู่เฉยไม่ได้
เหตุผลสำคัญ “หนึ่ง” เป็นเพราะมีความกังวลว่าภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสของไทย อาจส่งผลกระทบ ต่อการเข้าสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ “OECD” ของประเทศไทย ซึ่งยื่นสมัครมาตั้งแต่ช่วงปี 2567 และตั้งเป้าวางเข้าเป็นสมาชิกให้ได้ภายในปี 2571
โดยขณะนี้ไทยอยู่ในกระบวนการขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค จากคณะกรรมการของ OECD ยังเหลืออีก 6 ขั้นตอนสำคัญ
“สอง” รัฐบาล นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศให้การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9-10 เมษายนที่ผ่านมา
การที่ผลสำรวจระบุถึงหน่วยงานภาครัฐที่เรียกรับสินบน ย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล
จนเป็นที่มาของการตั้งบอร์ดระดับชาติ “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” หรือ “คตท.” ที่มีนายกฯอนุทิน นั่งเป็นประธาน เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลนับจากนี้จะขับเคลื่อนอย่างไรเพื่อให้การปราบปรามทุจริต คอร์รัปชั่นเห็นผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ตั้งคณะกรรมการหรือประกาศนโยบายเท่านั้น
โดยเฉพาะข้อสั่งการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในวงประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งนายกฯอนุทินเน้นย้ำ ให้แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง การปฏิรูปถกระบวนการอนุมัติ อนุญาต ลดความเสี่ยงการเกิดทุจริตทุกรูปแบบ
เร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย เสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการต่อต้านทุจริตของประเทศไทยมีการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาปรับใช้ให้เกิดความโปร่งใสในการทำงาน
โดยให้หน่วยงานภาครัฐเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ ปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ทั้งหมดนี้นับเป็นภารกิจที่ท้าทาย และเป็นบทพิสูจน์วัดฝีมือ วัดความจริงใจของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของประเทศ
รวมทั้งจะเป็นใบเบิกทางสำคัญของการได้เข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต

