สถานีคิดเลขที่ 12 | ทำไม? โดย ปราปต์ บุนปาน

25.05.26 | 12:22 น.

ช่วงบ่ายๆ วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปนั่งฟังงานเสวนาที่สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้น

วงเสวนาแรกเป็นวงเปิดตัวแนะนำหนังสือ “โหราประชาธิปไตย” ร่วมสนทนาโดยผู้เขียน เอโดอาร์โด ซีอานี (นักมานุษยวิทยาชาวอิตาเลียน), ยุกติ มุกดาวิจิตร (อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ.), อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง (อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ.) และ นริศ จรัสจรรยาวงศ์ (นักเขียนและนักประวัติศาสตร์อิสระ)

วงเสวนาถัดมา คือ วงพูดคุยต่อยอดประเด็นจากหนังสือ “เปลี่ยน (ไม่) ผ่านการเมืองไทย 2566-2569” โดย ปุรวิชญ์ วัฒนสุข (อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ.) และ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
(นักวิเคราะห์การเมืองและอดีตนักการเมือง)

ร่วมด้วยนักการเมือง 3 คนที่ยังทำงานในระบบ ได้แก่ นิกร จำนง (ส.ส.ภูมิใจไทย), จาตุรนต์ ฉายแสง (ส.ส.เพื่อไทย) และ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ (เลขาธิการพรรคประชาชน)

เรื่องประเด็นหลัก ประเด็นรอง ข้อเสนอน่าสนใจจากวงเสวนาทั้งสองวง คงปล่อยให้ทางสำนักพิมพ์มติชน ผู้จัดงาน และสื่อในเครือมติชน ทำหน้าที่ “เก็บตก-เรียบเรียง-นำเสนอ” กันไป

Advertisement

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว อยากตั้งข้อสังเกตหรือโยนคำถามปลายเปิดบางประการที่สัมผัสได้จาก “บรรยากาศ” หรือ “อารมณ์ความรู้สึก” ของผู้คนที่เข้าร่วมฟังงานเสวนาข้างต้น

ข้อแรก ทำไมวงเสวนาแรกจึงมีจำนวนผู้เข้าฟังมากมายหนาแน่นกว่าวงเสวนาหลังอย่างชัดเจน?

ข้อสอง ผู้ฟังจำนวนมากที่สนใจหนังสือ “โหราประชาธิปไตย” นั้นตั้งใจมาแสวงหาองค์ความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ ทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือพยายามเสาะหาแรงบันดาลใจหรือความหวังชุบชูใจใหม่ๆ ทางการเมือง ในยุคหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569?

โดยเฉพาะเมื่อใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่ทั้งผู้เขียนและผู้ร่วมสนทนาเน้นย้ำ ก็คือ “โหราศาสตร์” นั้นใช้อธิบายการเมืองไทยและโครงสร้างอำนาจแบบไทยๆ ได้

แถมยังมีคุณทั้งต่อ “รัฐไทย” หรือผู้มีอำนาจกลุ่มเดิมๆ และเป็นช่องทางต่อสู้ต่อรองของคนไม่ค่อยมีอำนาจจำนวนมากในสังคม

ข้อสังเกตประการที่สาม คือ ทำไมพอเข้าสู่วงเสวนาที่สอง ว่าด้วยปัญหาของการเมืองไทยที่ยังแก้กันไม่ตก ซึ่งมองผ่านสถาบันหลักๆ ทางการเมือง เช่น รัฐบาล รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง องค์กรอิสระ หรือรัฐพันลึก ผู้คนจำนวนมากจึงตัดสินใจไม่อยู่ฟังการพูดคุยบนเวทีกันต่อ?

หรือสำหรับบริบทการเมืองไทยหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา คนไทยจำนวนมากจะหมดความหวังกับการเมืองกระแสหลักหรือการเมืองในระบบไปเรียบร้อยแล้ว
(สู้ไปมีความหวังทางการเมือง ผ่านเครื่องมืออย่าง “โหราศาสตร์-ไสยศาสตร์-มูเตลู” ยังพอเห็นหนทางข้างหน้ามากกว่า)

กระนั้นก็ดี ในบรรดาผู้ฟังที่ลดจำนวนน้อยลง กลับยังมีผู้คนบางส่วนที่แสดงตัวชัดเจนว่า ตนเองคือพลเมืองผู้กระตือรือร้น แข็งขันทางการเมือง พวกเขาอยากพูดจาอยากส่งเสียงสนับสนุนปกป้องพรรคการเมืองที่ตนเองเลือก และอยากตำหนิกลุ่มการเมืองที่ตนเห็นว่าได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรมมีลับลมคมในอย่างตรงไปตรงมา

พูดง่ายๆ ได้ว่า แม้ผู้คนจะ “อินการเมือง” กันน้อยลง แต่ก็ยังมี “คนโกรธ” ที่รู้สึกผิดหวังกับสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน ดำรงอยู่รอบตัวเรา

คำถามสุดท้าย ก็คือ ทำไมคนกลุ่มนี้จึงยัง “โกรธ”? “ความโกรธ” ของพวกเขาจะคลี่คลายลงได้อย่างไร? และเป็นไปได้ไหมว่า “ความโกรธ” ประเภทดังกล่าว จะเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่รอวันถูกจุดขึ้นอีกครั้งในอนาคตข้างหน้า?