สถานีคิดเลขที่ 12 | เปลี่ยนสนามรบ โดย นฤตย์ เสกธีระ

26.05.26 | 11:50 น.

เปลี่ยนสนามรบ – การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกร่างฉบับใหม่เริ่มต้นอย่างคึกคัก

หลังจากที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่วุฒิสภาส่งเสียงค้าน แล้วรัฐบาลไม่เดินต่อมีอันเป็นไป

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เริ่มเป็นรูปร่างอีกครั้ง

พรรคภูมิใจไทยนำเสนอเป็นพรรคแรก ประเด็นหลัก คือ ให้มี ส.ส.ร. 100 คน มาจากการสมัครของผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้สนใจจากจังหวัดต่างๆ แล้วคัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน สำรอง 3 คน

จากนั้นส่งชื่อให้รัฐสภาคัดเลือกตามสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภา

Advertisement

อีกประเด็นคือ ลดสัดส่วนของ ส.ว.จาก 1 ต่อ 3 เป็น 1 ต่อ 4 ที่จะมีสิทธิเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

แน่นอน ข้อเสนอดังกล่าวย่อมไม่ตรงกับพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และอีกหลายพรรค

เพราะทันทีที่พรรคภูมิใจไทยเสนอร่าง พรรคประชาชนก็ออกมาคัดค้าน

พร้อมแสดงความเห็นว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ขัดต่อหลักการ 3 ข้อของพรรคประชาชน

หลักการ 3 ข้อ ประกอบด้วย การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด ป้องกันการผูกขาด และไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษกับ ส.ว.

ฟังดูแล้วท่าทางจะเดือดอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณดีเกิดขึ้น นั่นคือแต่ละพรรคแสดงเจตนาชักชวนให้พรรคต่างๆ มีส่วนร่วม

ประกาศแบ่ง ส.ส.ของพรรคสนับสนุนร่างของพรรคอื่นที่มีเสียงสนับสนุนไม่พอ

พรรคเพื่อไทยขาดอีก 26 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ก็มีเสียงไม่พอ

ทั้งนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล จากพรรคภูมิใจไทย บอกว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมจะสนับสนุนให้เสนอร่างเข้าสู่สภา เบื้องต้นที่มีการพูดคุยกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล จากพรรคเพื่อไทยแล้ว ส่วนผลจะเป็นอย่างไรต้องติดตามต่อไป

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยมีข้อเสนอที่แตกต่างจากร่างของพรรคภูมิใจไทย เห็นชัดคือ ที่มา ส.ส.ร.

พรรคเพื่อไทยเสนอให้มี ส.ส.ร. 150 คน 100 คนแรกให้ประชาชนเลือกเข้ามา 300 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ถือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม

ส่วนอีก 50 คนจะมาจากการเสนอขององค์กรต่างๆ เช่น องค์กรวิชาการ มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน องค์กรสิทธิมนุษยชน ท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ เป็นต้น

รวมทั้งหมด 150 คนเป็น ส.ส.ร.

ด้านพรรคประชาชนก็เช่นกัน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ยืนยันว่าพรรคประชาชนพร้อมจะแบ่ง ส.ส.ไปลงชื่อสนับสนุนร่างฯ หากร่างฯนั้นไม่ขัด 3 หลักการของพรรคประชาชน

ดังนั้น หากมองย้อนกลับไปไกลๆ จะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนสนามรบทางความคิดเห็น

ความคิดเห็นหนึ่งอนุรักษนิยม ความเห็นหนึ่งเสรีประชาธิปไตย

ความคิดทั้ง 2 แนวมีความขัดแย้งกันเสมอ และที่ผ่านมาความขัดแย้งก็ปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ

ที่รุนแรงสุดๆ คือความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง

ความได้เปรียบของฝ่ายอนุรักษ์คือกองทัพ และเทคโนแครต ความได้เปรียบของฝ่ายเสรีประชาธิปไตยคือประชาชน

แต่การปะทะกันใน 20 ปีที่ผ่านมา มีการสูญเสียกันมากแล้ว

การเปลี่ยนสนามรบทางความคิดจากท้องถนนมาสู่รัฐสภาน่าจะเป็นหนทางการพิสูจน์ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย

แม้หลายคนจะเบื่อหน่ายกับการล้มลุกคลุกคลานในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างใหม่

แต่เมื่อยังมีโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าแนวทางใดคือหนทางที่ดีกว่าอีกแนวทางหนึ่ง

ก็ขอให้ตั้งใจนำเสนอสิ่งที่ดีสำหรับประเทศและประชาชนต่อไป

อย่างน้อยที่สุด การทำศึกในสนามรบรัฐสภาก็ไม่ถึงกับทำให้คนไทยต้องสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต