สถานีคิดเลขที่ 12 | ปฏิรูปฟ้องปิดปาก โดย จตุรงค์ ปทุมานนท์

27.05.26 | 10:36 น.
ปฏิรูปฟ้องปิดปาก

ฟ้องปิดปาก – นับเป็นการปฏิรูปแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินตามกระบวนการยุติธรรม การสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP) ครั้งสำคัญ สร้างคุณูปการต่อสังคมและประเทศ

เมื่อ อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569

เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริตและป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน

หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

สาระสำคัญ คือ การวางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ

Advertisement

หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร และยืนยันหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เช่น การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร

การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนา การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี

รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

การดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

หากปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง

หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม

นอกจากนี้คำแนะนำดังกล่าว ไม่เพียงแค่คุ้มครองสิทธิของจำเลย ยังคุ้มครองสิทธิของโจทก์ด้วย

หากศาลเห็นว่าจำเลยยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้น โดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลาหรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา

ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าวและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ชักช้า

รวมทั้งอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย

คำแนะนำดังกล่าวสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม

การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของศาลยุติธรรมในการพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมในปัจจุบัน

โดยสำนักงานศาลยุติธรรมจะได้นำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป

สาระสำคัญในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาข้างต้น มีความชัดเจนในทุกถ้อยคำ แทบไม่ต้องตีความ

จากนี้คือ การนำคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ที่ศาลแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำไปปฏิบัติ ในการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดกับทุกฝ่าย