สถานีคิดเลขที่ 12 | กม.การศึกษาฉบับใหม่ โดย สุพัด ทีปะลา

29.05.26 | 10:23 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : กม.การศึกษาฉบับใหม่

หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศเอาไว้ ช่วงปลายปี 2570 การศึกษาไทยจะเข้าสู่ยุคของ “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่”

หลังจากใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ.2562 มานานกว่า “2 ทศวรรษ” จึงทำให้ไม่สอดคล้องกับบริบทสภาพการณ์ปัจจุบัน

หลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ตามที่ “ประเสริฐ” ระบุคือ ต้องสอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการเรียนรู้

รองรับความแตกต่างของผู้เรียน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดพื้นที่ให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์อนาคต

เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เป็นกฎหมายที่สังคมร่วมกันออกแบบ ไม่ใช่กฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยการขับเคลื่อนจะมี 2 คณะทำงานหลักคือ คณะที่ปรึกษา และคณะยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

Advertisement

ทั้งนี้ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาแล้วหลายฉบับ ในหลายรัฐบาล แต่ยังไม่บรรลุผล

แม้แต่ร่างฉบับล่าสุดที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่ได้ไปต่อในรัฐบาลชุดนี้ ร่างฉบับดังกล่าวมีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้าน

ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดเป้าหมายการศึกษาใหม่ที่เน้น “สมรรถนะ” มากกว่าการท่องจำ เน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิตจริง

การปรับระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเทียบโอนผลการเรียน และการสะสมหน่วยการเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง

รวมถึงการบูรณาการข้อมูลการศึกษา หรือ Big Data เพื่อใช้กำหนดนโยบายได้อย่างแม่นยำ ตอบโจทย์พื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้มากขึ้น

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การศึกษา รวมทั้งการสนับสนุนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม

จะเห็นได้ว่าหลักการหลายด้านของร่างฉบับเดิม สอดรับกับแนวทางของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังเดินหน้าขับเคลื่อน จึงอยู่ที่ว่าจะมีการหยิบยกนำมาใช้ประโยชน์หรือไม่

อย่างไรก็ดี การประกาศเดินหน้ายกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติครั้งใหม่ ถือเป็นสัญญาณบวกที่การศึกษาไทยจะเดินไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น

เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า วันนี้การศึกษาไทยมีปัญหาหลายด้าน ทั้งคุณภาพการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ถดถอย

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้น หลักสูตรการเรียนการสอนไม่ตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

จึงต้องติดตามว่ากฎหมายการศึกษาใหม่ที่จะคลอดออกมาสามารถรีเซตและตอบโจทย์ที่ว่ามานี้หรือไม่