หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศเอาไว้ ช่วงปลายปี 2570 การศึกษาไทยจะเข้าสู่ยุคของ “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่”
หลังจากใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ.2562 มานานกว่า “2 ทศวรรษ” จึงทำให้ไม่สอดคล้องกับบริบทสภาพการณ์ปัจจุบัน
หลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ตามที่ “ประเสริฐ” ระบุคือ ต้องสอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการเรียนรู้
รองรับความแตกต่างของผู้เรียน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดพื้นที่ให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์อนาคต
เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เป็นกฎหมายที่สังคมร่วมกันออกแบบ ไม่ใช่กฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยการขับเคลื่อนจะมี 2 คณะทำงานหลักคือ คณะที่ปรึกษา และคณะยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
ทั้งนี้ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาแล้วหลายฉบับ ในหลายรัฐบาล แต่ยังไม่บรรลุผล
แม้แต่ร่างฉบับล่าสุดที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่ได้ไปต่อในรัฐบาลชุดนี้ ร่างฉบับดังกล่าวมีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้าน
ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดเป้าหมายการศึกษาใหม่ที่เน้น “สมรรถนะ” มากกว่าการท่องจำ เน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิตจริง
การปรับระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเทียบโอนผลการเรียน และการสะสมหน่วยการเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง
รวมถึงการบูรณาการข้อมูลการศึกษา หรือ Big Data เพื่อใช้กำหนดนโยบายได้อย่างแม่นยำ ตอบโจทย์พื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้มากขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การศึกษา รวมทั้งการสนับสนุนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม
จะเห็นได้ว่าหลักการหลายด้านของร่างฉบับเดิม สอดรับกับแนวทางของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังเดินหน้าขับเคลื่อน จึงอยู่ที่ว่าจะมีการหยิบยกนำมาใช้ประโยชน์หรือไม่
อย่างไรก็ดี การประกาศเดินหน้ายกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติครั้งใหม่ ถือเป็นสัญญาณบวกที่การศึกษาไทยจะเดินไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น
เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า วันนี้การศึกษาไทยมีปัญหาหลายด้าน ทั้งคุณภาพการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ถดถอย
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้น หลักสูตรการเรียนการสอนไม่ตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
จึงต้องติดตามว่ากฎหมายการศึกษาใหม่ที่จะคลอดออกมาสามารถรีเซตและตอบโจทย์ที่ว่ามานี้หรือไม่

