คําว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กลายเป็นวิวาทะทางการเมืองที่ร้อนแรงตลอดสัปดาห์ที่แล้วอย่างค่อนข้างน่าแปลกใจ
เพราะจริงๆ ในแวดวงการเมืองตลอดจนสื่อมวลชน ได้เริ่มมีการใช้คำนี้ (หรือคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน) มาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์
แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา “ระบอบสีน้ำเงิน” ดูจะเป็นคำวิจารณ์หมิ่นแคลนทางการเมือง ที่ผู้ถูกวิพากษ์ “ยอมรับไม่ได้” ไปเสียอย่างนั้น
คงต้องยอมรับว่า การเมืองไทยในช่วงสองทศวรรษหลัง ถูกนิยามผลักดันด้วย “การเมืองเรื่องสี” มาโดยตลอด
จากยุคเสื้อเหลือง-เสื้อแดง มาถึงพรรคสีส้ม และการลงหลักปักฐานของเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน
“สี” ที่ถูกผูกติดกับการเคลื่อนไหวและการรวมกลุ่มก้อนพลังทางการเมือง นั้นไม่ได้นำไปสู่ “โทษ” หรือการถูกต่อต้านเพียงด้านเดียว แต่ยังมี “คุณลักษณะ” หรือความเข้มแข็งบางประการดำรงอยู่อย่างมั่นคงด้วย
เช่น “สีเหลือง” คือเสียงที่ดังกว่าของชนชั้นนำ-คนชั้นกลางในเมือง ณ ห้วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ถูกต่อรองท้าทายจากอำนาจที่แสดงตนผ่านคูหาเลือกตั้ง
“สีแดง” คือเสียงจากคนชั้นกลางระดับกลาง-ล่าง ไปจนถึงกลุ่มคนรากหญ้าในสังคม ที่เรียนรู้วิธีการใช้อำนาจของตนผ่านคูหาเลือกตั้ง และการชุมนุมบน
ท้องถนน แต่ก็เอาชนะ “อำนาจนำนอกระบบเลือกตั้ง” ที่ส่วนกลางไม่ได้
“สีส้ม” คือเสียงของคนชั้นกลางระดับกลาง-บนในเมืองใหญ่ๆ ที่ยึดมั่น (หรือหันกลับมาเชื่อถือ) หลักการประชาธิปไตย แต่ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ที่พวกเขาต้อง “ดีล” ด้วย ก็ถูกตัดแต่งดัดแปลงพันธุกรรมไปมากมายมหาศาลโดยเครือข่าย “รัฐพันลึก”
มาถึง “สีน้ำเงิน” นี่คือเครือข่ายการเมืองที่ประสานประโยชน์หรือแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ของพวกตนใน “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ได้สำเร็จ พวกเขามีคะแนนเสียง “มากมาย” ในระบบรัฐสภา มีกลไกภาครัฐที่ให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลัง เสียแต่ว่ายังมีคนไทยอีกเกิน 10 ล้านคนที่ “ไม่ไว้วางใจ-ไม่เชื่อใจ” เครือข่ายการเมืองสีนี้
ความท้าทายจริงๆ ของ “การเมืองเรื่องสี” จึงได้แก่ กลุ่มคณะทางการเมืองที่มีอัตลักษณ์ผูกแน่นอยู่กับสีหนึ่งๆ (ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไร ก็ยากที่จะทำให้ทุกคนเชื่อ)จะบริหารจัดการอำนาจที่ตนเองมีอยู่ในมืออย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พลเมืองที่สังกัด “สีอื่นๆ” หรือ “ไม่มีสี” ในสังคมอย่างถ้วนหน้าเท่าเทียมกัน
จนนำไปสู่ความเชื่อมั่น ความศรัทธา ความไว้ใจ และความไม่ใส่ใจว่าผู้ถือครองอำนาจสังกัด “สี” อะไร
นี่เป็นหลักการที่พูดง่าย แต่ทำยาก (ยากที่สุดคือการเอาชนะใจ ชนะอคติของบรรดาคนมีอำนาจเอง)
ถ้าเชื่อว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” มีอยู่จริง ดูเหมือนว่าตอนนี้จะยังไม่มีสัมฤทธิผลใดๆ ของระบอบดังกล่าว ที่นำไปสู่ “ชัยชนะทางการเมือง” เช่นนั้นได้
แม้กระทั่งโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนหลากกลุ่มหลายสี เพราะการแจกเงิน กับการสร้างความเชื่อมั่น ความศรัทธา ความไว้ใจให้กับราษฎรนั้น ไม่ใช่ “สิ่งเดียวกัน” ไม่ใช่ “เหตุ” และ “ผล” ของกันและกัน แบบ 100 เปอร์เซ็นต์

