การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 กลับมาเดินหน้าพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภากันอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขมาตรา 256 ว่าด้วยหมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือจะเป็นรูปแบบคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามเนื้อหาสาระที่แต่ละพรรคจะเสนอแก้ไข
เริ่มจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 สาระสำคัญ คือ ให้มี ส.ส.ร.จำนวน 100 คน มาจากจังหวัดต่างๆ 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ 23 คน โดยรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ภายใต้ ส.ส.ร.จะมีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) 2 ชุด ชุดละ 45 คน แบ่งเป็น 1.กมธ.ยกร่างฯ และ 2.กมธ.รับฟังความเห็น โดย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะไม่แก้ไขในหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 พร้อมปรับอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นจำนวน 1 ใน 4
ส่วนพรรคประชาชน (ปชน.) เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับฉบับที่ 1 กำหนดให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 150 คน และให้รัฐสภารับรองทั้ง 150 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 100 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง กับ ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 50 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
ฉบับที่ 2 ของพรรค ปชน. กำหนดให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 300 คน และให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 150 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 200 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 50 คน หลักการการคัดเลือกจะกำหนดให้เป็นการลงมติลับและป้องกันการผูกขาด เพื่อความเป็นอิสระของ ส.ส.ร.
ทั้ง 2 ร่าง กำหนดว่าหลังจากได้ ส.ส.ร.แล้ว จะมีการตั้งคณะ กมธ.ไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร.ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งอาจเป็นคนนอกที่ ส.ส.ร.คัดเลือกเข้ามา เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ หรือภาคประชาชนที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน กมธ.ยกร่างฯได้
ขณะที่ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทย (พท.) กำหนดให้มี ส.ส.ร.จำนวน 152 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.ที่มาจากจังหวัดจากการเลือกตั้ง 300 คน ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน กับ ส.ส.ร.จากการเสนอชื่อของ ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรี และองค์กรต่างๆ 52 คน
เมื่อได้ ส.ส.ร.แล้ว ต้องตั้งคณะ กมธ.อีก 2 ชุด แบ่งเป็น กมธ.ยกร่างฯ 35 คน แต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน และอีก 10 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ กับ กมธ.รับฟังความคิดเห็น 35 คน แต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน และอีก 10 คนมาจากการแต่งตั้งของ ส.ส.ร.
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เสนอ 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื้อหาสาระ คือ ไม่มีการแก้ไขในหมวดที่ 1 และหมวด 2 กำหนดให้มี ส.ส.ร. 100 คน แบ่งเป็น 80 คน มาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละจังหวัด แต่ละจังหวัดก็จะส่งมา 3 ชื่อ ส่งเข้ามาให้สภาเป็นผู้คัดเลือก โดยหลักการ 1 คนออกเสียงได้ 1 เสียง ป้องกันกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาด
อีก 20 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน และอีก 10 คนจะแบ่งเป็น5 คน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน อีก 5 คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบในการคัดเลือกเข้ามา
ส่วนภาคประชาชนจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ยังมีเวลา ก่อนที่ที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาวาระรับหลักการ ระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคมนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับ จะต้องผ่านเงื่อนไขตามที่มาตรา 256 กำหนดไว้ คือ ต้องได้เสียงข้างมากที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ และในเสียงข้างมากดังกล่าว ต้องมีเสียงของวุฒิสภา ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง เห็นชอบด้วย
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใด จะได้นับหนึ่งเดินหน้ายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกเดือนเศษๆ ก็จะได้รู้

