สถานีคิดเลขที่ 12 | วัดนโยบายชิงผู้ว่าฯกทม. โดย สุพัด ทีปะลา

5.06.26 | 09:15 น.

ผู้ว่าฯกทม. – ผ่านโค้งแรกมาแล้วสำหรับสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เริ่มเห็นความคึกคักและเข้มข้นในการตระเวนลงพื้นที่หาเสียงของผู้สมัครทั่วกรุงเทพฯ

โดยการเลือกตั้งรอบนี้มีผู้สมัครลงชิงตำแหน่ง 18 คน น้อยกว่าครั้งก่อนปี 2565 ที่มีคนสนใจลงสมัครมากถึง 31 คน ที่น่าสนใจคือการชูนโยบายและแคมเปญของบรรดาแคนดิเดตที่เป็นตัวเต็ง

เริ่มจาก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 1 ชูแคมเปญ “SAVE BKK – BKK SAFE” สร้างพื้นที่ปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยี AI และระบบ Face Recognition

ปฏิวัติขยะสร้างสวัสดิการ จะรื้อระบบฝังกลบแบบเดิม แล้วเปลี่ยนขยะให้เป็นกำไรจากการผลิตพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต ลดรายจ่ายคนเมือง 24 ชั่วโมง ด้วยการจัดการจราจรด้วย AI ควบคุม 578 แยก เพื่อลดเวลาเดินทางและประหยัดค่าน้ำมัน รวมทั้งเตรียมความพร้อมสู่สากลและสังคมสูงวัย : ยกระดับโรงเรียน กทม.ให้เด็กๆ พูดได้อย่างน้อย 3 ภาษา ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสการจ้างงานผู้สูงอายุถึง 65 ปี

“อนุชา บูรพชัยศรี” หมายเลข 5 ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เน้นยุทธศาสตร์การพัฒนา กทม. ภายใต้แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร and more” ผ่านนโยบาย 5 ด้าน

Advertisement

1.การเดินทางสะดวก มีเป้าหมายผลักดันให้รถเมล์ ขสมก.โอนย้ายมาอยู่ภายใต้กำกับดูแลของ กทม.

2.เมืองสะอาด ปรับเปลี่ยนระบบกำจัดขยะของ กทม.

3.ใช้ชีวิตสบายทั้งร่างกายและจิตใจ เพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ รองรับสังคมสูงวัยและต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันผู้สูงอายุได้ใช้บริการเร็วขึ้น ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.ให้เป็นคลินิกชุมชน

4.มีรายได้มากขึ้น ผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม.เพื่อนำมาพัฒนาเมือง

5.ตรวจสอบได้หมด จะนำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาประยุกต์ใช้กับ กทม. เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง และการใช้งบประมาณให้ประชาชนตรวจสอบทุกขั้นตอน

ส่วนอดีตผู้ว่าฯกทม. “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งความหวังและโอกาสอย่างแท้จริง ผ่าน 251 นโยบาย ที่ตั้งอยู่บน 4 แกนสำคัญ ประกอบด้วย “คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ และระบบมีประสิทธิภาพ”

ด้าน “คนอยู่ดี” มุ่งเน้นสุขภาพฟรีถ้วนหน้า สกรีนยาเสพติดทุกชุมชนให้เป็นชุมชนสีขาว ขยายการรับรองสิทธิบัตรทองเป็น 1.3 ล้านคน เพิ่มเตียงโรงพยาบาลในสังกัด กทม. 2,000 เตียง และต้องรอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมง คนเมืองมีบ้านใกล้งานผ่านแพลตฟอร์ม มี BKK Food Bank ส่งต่อมื้ออาหาร 10 ล้านมื้อ ขยายการดูแลเด็กเล็กเป็น 5,000 คน โรงเรียนสอนภาษาครบทุกเขต เรียนฟรีไม่มีเก็บเพิ่ม เป็นต้น

ด้าน “เมืองน่าอยู่” เช่น จะเพิ่มระบบควบคุมไฟจราจร Adaptive อีก 200 แยก เพิ่ม Sky walk ขยายจุดบำบัดน้ำเสีย เพิ่มจุดชาร์จรถไฟฟ้า เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มไม้ยืนต้นอีก 1,000,000 ต้น ทำสวนป่าเพิ่ม 6 แห่งเป็นป่าล้อมเมือง ทำหมันฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยง และสัตว์จร 250,000 ตัวต่อปี

ด้าน “สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ” เช่น เปิดแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ 1,000,000 ชั่วโมง จัดหาแหล่งเงินทุนแก่ธุรกิจรายย่อยและรายใหม่ เพิ่มพื้นที่ค้าขาย ตั้งเป้าครอบคลุม 50 เขต จัด 4 เทศกาล เมือง World Class Festiva ต่อยอดย่านสร้างสรรค์ 50 ย่าน

ด้าน “ระบบมีประสิทธิภาพ” มุ่งแก้ปัญหาเมืองเชิงรุก ระบุปัญหาโดยระบบวิเคราะห์ภาพจากกล้อง CCTV ร่วมกับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ กทม. และการแจ้งปัญหาผ่าน Traffy Fondue

ส่วนโครงสร้างการบริหารจัดการจะปรับกฎระเบียบ กฎหมาย ให้สอดคล้องกับบริบทของเมือง เพิ่มประสิทธิภาพความคล่องตัวการบริหาร

ฟาก “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” หรือ “ดร.โจ” หมายเลข 10 ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ชูสโลแกน “กรุงเทพง่ายๆ” เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ผ่าน 40 นโยบายภายใต้แนวคิด “เมืองแคร์คน”

โดยมี 10 นโยบายหลัก ได้แก่ 1.ค้าขายไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มพื้นที่ขายอาหารค่าเช่าถูก 2.ช่วยรายย่อย ซื้อของ SMEs มีลุ้นรางวัลรวม 10 ล้านบาทต่อเดือน 3.เปลี่ยนศูนย์ฝึกอาชีพเป็นแพลตฟอร์มรีสกิล สร้างงาน 2 แสนตำแหน่งใน 4 ปี

4.เพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัย 10 แห่งใกล้ชุมชน 5.จ้างงาน 5,000+ ตำแหน่ง ดูแลผู้ป่วยติดเตียงฟรี 6.อัพเกรดศูนย์เด็กเล็กโดยใช้งบ 2 ล้านบาทต่อศูนย์ รับตั้งแต่ 6 เดือน เปิดถึง 6 โมงเย็น

7.แก้ปัญหาใบส่งตัว ใช้บัตรทองหาหมอไม่ต้องรอนาน เพิ่มโควต้าบัตรทองเป็น 1 ล้านคนใน กทม. 8.เพิ่มเส้นทางรถเมล์ครอบคลุมพื้นที่เมืองใหม่

9.ฟื้นฟูคลอง พัฒนาเรือเมล์ เพิ่มเส้นทางเดินและจักรยานเลียบคลอง และ 10.Participatory budgeting งบพัฒนาเขต 7-13 ล้านบาทต่อเขต ประชาชนร่วมออกแบบและตัดสินใจ

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วเป็นนโยบายที่สะท้อนภาพปัญหาของกรุงเทพมหานคร และรอการผลักดันสู่การปฏิบัติจริง

ยังมีเวลาอีกราว 22 วันที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.จะได้ลงพื้นที่หาเสียง ก่อนจะไปชี้ขาดกันในวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายน ว่าใครจะได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาบริหารมหานครแห่งนี้