สถานีคิดเลขที่ 12 | อัพสกิลทางไหน โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

7.06.26 | 12:15 น.

ความแข็งแกร่งของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ได้รับการคาดหมาย จะครองอำนาจไปนานร่วม “ทศวรรษ”

จนมีคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ออกมาอธิบาย

แม้จะเป็นคำในเชิง “ลบ” แต่ก็ให้ภาพและอธิบาย “การเมืองไทย” ที่ชัดเจนไม่น้อยเช่นกัน

วันนี้ นายอนุทิน (อาจจะ รวมถึง ผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่บุรีรัมย์ ด้วย) ต้องยอมรับว่า จับ “จริต” สังคมไทยได้ค่อนข้างแม่นยำ

สังคมไทยที่ยังเหนียวแน่นกับความเป็นอนุรักษนิยมอย่างสูง

Advertisement

ทำให้นายอนุทิน วางจุดยืน “สีน้ำเงิน” เข้มข้น

เรื่องความมั่นคง ก็พยายามใกล้ชิดและเป็นเนื้อเดียวกับกองทัพ

โดยให้น้ำหนัก “ปัญหาไทย-กัมพูชา” มากเป็นพิเศษ

และทำให้กระแสนี้อยู่ในความเคลื่อนไหวตลอด

ล่าสุด เราได้เห็น การจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน” (ศบค.ชด.) ดึงให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้ามาเป็นผู้อำนวยการศูนย์

ตอกย้ำปัญหาชายแดนยังไม่จบ และไม่น่าไว้วางใจ จึงต้องผนึกกับกองทัพอย่างใกล้ชิด

ส่วนการเมือง “ระดับบน” นายอนุทินยึดแนวทาง “จารีต” อย่างประณีตและเอาใจใส่

ขณะที่การเมือง “ระดับทั่วไป” รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ก็ยึดการนำอย่างเด็ดขาด และไม่ยอมให้มีการ “แตกแถว”

การมีมติให้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคเพื่อไทย เป็นตัวอย่างชัดเจน ถึงการไม่ยอมให้ทิศทางของตนเองเบี่ยงเบน

แม้จะรู้ว่าอาจสร้างบาดแผลในใจของพรรคร่วมรัฐบาล

แต่พรรคภูมิใจไทยก็ต้องการส่งสัญญาณชัดๆ เช่นกันว่าทิศทางของรัฐธรรมนูญต้องอยู่ภายใต้การกำกับของตนเองไม่เป็นอื่น

นี่คือความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการนำของนายอนุทิน จนถูกประเมินว่าจะทำให้ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยจะอยู่นานอย่างที่ว่า

และยิ่งมีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่มัดใจชาวบ้าน 26 ล้านคน เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ รัฐบาลก็ยิ่งน่าจะไปโลด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอนุทินบริหารงานมายังไม่ผ่าน 3 เดือนดี

กลับเผชิญภาวะ “ขลุกขลัก” ไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

และภาวะนี้ หากสังเกตจะพบว่า เป็น “ปรากฏการณ์ด้านกลับ” ในจุดแข็งตนเองเสียทั้งสิ้น

ภาวะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นำไปสู่ ข้อสงสัย-ข้อกล่าวหา ว่าไปเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง และพวกพ้อง คู่ขนานไปด้วย

ทั้งกรรมเก่า อย่างกรณีเขากระโดง กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีฮั้ว ส.ส.

ถูกมองว่ามีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปแทรกแซงเพื่อให้เป็นคุณกับฝ่ายตน

ทั้งกรรมใหม่ อย่างกรณีไอ้โม่งน้ำมัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ที่ถูกเชื่อมโยงไปถึงผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

และร้อนๆ ล่าสุด คือ โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การกำกับดูแลของ นายไชยชนก ชิดชอบ ที่ถูกโจมตีในเรื่องความโปร่งใสและโยงใยไปสู่เครือข่ายสีน้ำเงินอย่างเห็นภาพ

จนเกิดจินตนาการฟุ้งกระจายอันกังวลและน่าห่วงใย

ด้วยมันเกิดภายใต้การกำกับดูแลของ “เลือดใหม่-อนาคตใหม่” ที่ต้องรับไม้ต่อจากนายอนุทินในกรณีที่อยู่ในอำนาจยาวนาน

คำถามว่า เหล่าเลือดใหม่ หรือเหล่าลูกเทพ ที่ถูกวางตัวในกระทรวงต่างๆ หลายคน ไม่ว่า รมช.ดิจิทัลฯ “แนน บุณย์ธิดา สมชัย” หรือ รมช.มหาดไทย ทั้ง วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์, พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รวมไปถึง ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และ รมช.คมนาคม สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ แม้กระทั่ง ภราดร ปริศนานันทกุล

จะสืบทอดภารกิจอย่างไร

และจะ “อัพสกิล” การเมือง ของคนรุ่นใหม่-เลือดใหม่ ไปในทิศทางไหน

เพื่อให้การครองอำนาจอย่างยาวนาน

เป็นอนาคตใหม่ของประเทศจริงๆ