สถานีคิดเลขที่ 12 | ผิดฝาผิดตัว โดย ปราปต์ บุนปาน

8.06.26 | 12:33 น.

วิกฤตอัตลักษณ์ พัฒนาการ หรือความคลี่คลายตัวของพรรคประชาชน ในฐานะพรรคการเมืองพรรคหนึ่งหรือสถาบันทางการเมืองสถาบันหนึ่ง

ว่าจะเติบโตขึ้นหรือถดถอยลงอย่างไร จะขยายแนวร่วมไปสู่จุดไหน หรือจะละเลยเพิกเฉยละทิ้งใครไว้เบื้องหลังบ้าง

ว่าจะเป็นฝ่ายประชาธิปไตยก้าวหน้าที่ยังคงแปลกแยกกับรัฐไทยต่อไป หรือเป็นพรรคที่พยายามจะแสวงหาอำนาจรัฐ แล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสังคมการเมืองไทยอย่างที่เป็นอยู่เดิมมากขึ้น

ล้วนปรากฏผ่านกรณีศึกษาเรื่องการแต่งตั้ง “สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ทีมผู้ว่าฯกทม. ของพรรค

สุรพลที่ถูกมองว่าเคยเป็นส่วนหนึ่งของระบอบรัฐประหาร-โค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้ง และยังดูเหมือนจะ “เปลี่ยนไม่พอ” ในสายตาผู้สนับสนุน-ผู้วิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชนจำนวนไม่น้อย

Advertisement

หากมองให้กว้างกว่าปัญหาว่าด้วยตัวสุรพล ความเปลี่ยนแปลง-เปลี่ยนผ่านรอบนี้ก็เป็นเรื่องเลี่ยงได้ยาก สำหรับพรรคการเมืองมวลชนขนาดใหญ่ที่เพิ่งประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งระดับชาติ และเคยตัดสินใจผิดพลาดทางการเมืองครั้งสำคัญมาแล้ว

น่าเสียดาย ที่ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ซึ่งโอบล้อมด้วยวิวาทะข้อถกเถียงจำนวนมาก (ตามวิถีทางของขบวนการประชาธิปไตยก้าวหน้า) นั้นมาถูกทำให้บังเกิดขึ้น ในช่วงที่พรรคประชาชนกำลังลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครพอดี

เดิมที พรรคการเมืองสีส้มที่ได้ ส.ส.กทม. มายกจังหวัด ควรลงแข่งในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการและสมาชิกสภากรุงเทพฯ ด้วยความพรั่งพร้อมกระตือรือร้นมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม คงด้วยปัญหาภายในหลายประการ การเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. ของพรรคประชาชน จึงเกิดขึ้นช้ากว่าที่ควรเป็น ขณะเดียวกัน ผู้อาสาลงแข่งก็ไม่ได้ทำงานด้านภาพลักษณ์และพื้นที่มาอย่างจริงจังก่อนหน้านี้

ดังนั้น กระบวนการรณรงค์หาเสียงสื่อสารนโยบายภายในระยะเวลาเดือนเดียวจึงดำเนินไปอย่างค่อนข้างตะกุกตะกัก ไม่ชัดเจน ไม่เข้มข้น (หากเปรียบเทียบกับยุค “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”)

ไปๆ มาๆ ความหวังจึงเคลื่อนไปอยู่ที่ทีมผู้สมัคร ส.ก. ที่เตรียมการทำงานมาต่อเนื่องยาวนานกว่า

แต่ก็น่าเสียดาย ที่สุดท้ายแล้ว พัฒนาการความเปลี่ยนผ่านของพรรคในภาพใหญ่ข้างต้น และความขัดแย้งที่ก่อตัวหลังจากนั้น กลับมาสร้างผลกระทบต่อการต้องเร่งสร้างคะแนนนิยมในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.

จนปัญหาหนึ่งกลายมาเป็นเนื้อเดียวกับอีกปัญหาหนึ่ง เข้าทำนอง “หนีเสือปะจระเข้” ไปโดยปริยาย

หลายคนเห็นตรงกันว่า กระบวนการ (ต้อง) เปลี่ยนผ่านของพรรคประชาชน/พรรคสีส้มระลอกนี้มีราคาต้องจ่ายสูง ซึ่งอาจรวมถึงความพ่ายแพ้หรือการไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่หวังอีกหน ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และ ส.ก. ด้วย

คำถามน่าสนใจมีอยู่ว่า พรรคประชาชนจะกลับมา “ตั้งหลัก” ได้หรือไม่ เมื่อใด และจะปรับขบวนทันการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าหรือเปล่า