ปฏิรูปราชการ – ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “โครงการเออร์ลี่ รีไทร์” หรือเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด เป็นที่พูดถึงอย่างมากในแวดวงข้าราชการไทย
เมื่อ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำแผนเออร์ลี่ รีไทร์ ด้วยเหตุผลที่จะนำไปสู่การลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานในปัจจุบัน
โดยในระยะต่อไปเมื่อสามารถปรับลดจำนวนข้าราชการได้อย่างเหมาะสมแล้ว จะเสนอให้มีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนและเงินเดือนใหม่ให้แก่ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบให้สูงขึ้น
ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ประเด็นเออร์ลี่ รีไทร์ เป็นที่สนใจในกลุ่มข้าราชการ หลังสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ข้อมูล หลักเกณฑ์ คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ สิทธิประโยชน์ต่างๆ ออกมา
ทำให้สำนักงาน ก.พ.ต้องออกมาชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ถูกจัดทำขึ้นโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
การออกมาประกาศเดินหน้าในเรื่องนี้ของรัฐบาล เป็นไปตามแผน “การปฏิรูประบบราชการ” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา
โดยจะมีทั้งมาตรการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดหรือเออร์ลี่ รีไทร์ และมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง
มุ่งเน้นเปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม” เพียงเท่าที่จำเป็น ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ Work from Anywhere
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่รัฐบาลดิจิทัลควบคู่กับการปรับระบบประเมินผลที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชน
ทั้งนี้ มาตรการเออร์ลี่ รีไทร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ อดีตที่ผ่านมาหลายรัฐบาลเคยนำมาตรการนี้ออกมาใช้แล้ว แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่าไม่ได้นำไปสู่การลดจำนวนบุคลากรภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาหนึ่งที่มักพบเจอ คือ การสูญเสียบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งสมัครเข้าโครงการเพราะเบื่อหน่ายในกลไกของระบบราชการ
อ้างอิงตามตัวเลขปีงบประมาณ 2567 ของสำนักงาน ก.พ. ประเทศไทยมีบุคลากรภาครัฐอยู่ 3 ล้านกว่าคน ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการ 1.7 ล้านคน
และอีก 1.2 ล้านคน เป็นพนักงานจ้าง พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างประจำ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานรัฐวิสาหกิจ
แม้ว่าการผลักดันมาตรการเออร์ลี่ รีไทร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดขนาดกำลังคนภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลดภาระงบประมาณด้านกำลังคนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี
สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือมาตรการปรับลดกำลังคน จะต้องไม่กระทบกลุ่ม “ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” กลุ่ม “บุคลากรทางการแพทย์” ที่ยังมีความขาดแคลนและมีความจำเป็น
ฉะนั้นแนวทางการเดินหน้าในเรื่องนี้จึงต้องพิจารณามาตรการและหลักเกณฑ์อย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายลดกำลังคนภาครัฐในส่วนที่ไม่จำเป็นได้จริงๆ
และสิ่งสำคัญต้องนำไปสู่การยกเครื่อง เพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ



