เซมิคอนดักเตอร์ – เริ่มนับหนึ่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ เมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ
สาระสำคัญของคณะกรรมการชุดดังกล่าว มีนายกฯนั่งเป็นประธานคณะกรรมการด้วยตัวเอง เพื่อเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต สร้างงานคุณภาพ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโรดแมปอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ภายในปี 2593
แม้โรดแมปการเดินหน้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย วางไทม์ไลน์ไว้ที่ปี 2593 หรืออีก 24 ปี นับจากนี้ หลายคนอาจมีคำถามตามมาว่าเหตุใดจึงใช้เวลากว่า 20 ปี แต่ทุกอย่างล้วนมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง
การเริ่มนับหนึ่งเดินหน้าในเรื่องดังกล่าวของประเทศไทย แม้อาจดูล่าช้ากว่าในหลายประเทศที่เดินหน้าไปแล้ว แต่ย่อมดีกว่าที่จะไม่กล้าเริ่มแม้แต่ก้าวแรก
เพราะต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยครั้งใหญ่ มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องและต้องใช้เวลา
ตามไทม์ไลน์ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุไว้ว่า การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ถึง 5 ปี ในการปรับโครงสร้างการผลิต และอาจยาวนานถึง 10 ปี ในการยกระดับขีดความสามารถของแรงงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเต็มรูปแบบ
ซึ่งต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทาย ทั้งปัญหาผลิตภาพตกต่ำ การเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ ต้องใช้เวลาและการลงทุนจำนวนมาก
โครงสร้างประชากร ประเทศไทย กำลังเผชิญหน้ากับสังคมสูงวัย ซึ่งบีบให้ตลาดแรงงานหดตัวและกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การปฏิรูปกฎระเบียบ การปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ (FDI) ที่ต้องผ่านกระบวนการทางภาครัฐ จากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้เวลานานในการผลักดัน
หากพิจารณาจากเหตุผลที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจงความจำเป็นของการตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์ฯ ว่า ไม่ใช่เพียงการเพิ่มคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง
แต่เป็นการสร้างกลไกกลางที่มีเจ้าภาพชัดเจน สามารถบูรณาการการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และนักลงทุนต่างชาติ ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนากำลังคน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
ซึ่งนายกฯเห็นว่า เซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะเป็นชิ้นส่วนที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีสำคัญที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่
การสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงโรงงานเข้ามาลงทุน แต่เป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยมีงานที่มีรายได้สูงขึ้น มีทักษะที่เป็นที่ต้องการของโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศในระยะยาว
ที่ต้องติดตามนับจากนี้ คือ รูปธรรม จากการเดินหน้าของคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ฯ ว่าจะจับต้องได้มากน้อยแค่ไหน
หากหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า เซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ มีความสำคัญต่อประเทศ ถ้าร่วมมือกันอย่างจริงจัง อาจไม่ต้องรอถึง 24 ปี



