ปิดชื่อ ล้างอิทธิพล

24.06.26 | 10:02 น.
ปิดชื่อ ล้างอิทธิพล

ปิดชื่อ ล้างอิทธิพล

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ และองค์การเครือข่ายนอมินีต่างๆ

ภายหลัง นายกฯลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมข้ามชาติ

เพื่อกำหนดนโยบาย และแนวทางดำเนินการ ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลักดันความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจทั้ง 15 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับการช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็ว พร้อมกับประกาศให้การแก้ปัญหาดังกล่าว เป็นวาระแห่งชาติ

เมื่อดูสถิติการปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ และองค์การเครือข่ายนอมินี ในห้วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตามที่นายกฯ พร้อมกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

Advertisement

นำแถลงความคืบหน้า พบว่า จำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดข้างต้นลดลง 60% แม้จะยังแก้ปัญหาดังกล่าวได้ไม่ครบ 100% แต่นายกฯได้เน้นย้ำว่า ต้องทำให้หมดไปมากที่สุดเท่าที่ทำได้

ตามแนวทางที่นายกฯเน้นย้ำแนวทางปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าให้ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครผิดว่าไปตามผิด บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่มีเกรงใจใคร

โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ และองค์การเครือข่ายนอมินี

นายกฯประกาศแนวทางการทำงานไว้ชัดเจนว่า ในส่วนของนอมินีซึ่งมีในทุกพื้นที่ หากตรงไหนที่มีการกระทำในลักษณะเช่นนี้จะต้องดำเนินการทั้งหมด เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในทุกจังหวัด

เพราะเมื่อทราบว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้แล้วยังมีความล้มเหลวทางประสิทธิภาพการดำเนินการ ก็ต้องหาคนที่มีประสิทธิภาพไปทำงานแทน

เหมือนกับการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายนอมินี ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต มีการสวมสิทธิ จัดตั้งบริษัทโดยผิดกฎหมาย และใช้คนไทยเป็นนอมินี

เมื่อผู้บริหารระดับสูงภายในจังหวัดแก้ปัญหาไม่มีความคืบหน้า มีข้อกล่าวหาพัวพันกับผลประโยชน์ รวมทั้งยังมีลักษณะของการทำงานที่ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ก็จำเป็นที่นายกฯ ในฐานะที่สวมหมวกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกหนึ่งตำแหน่ง จำเป็นต้องพิจารณาโยกย้าย พร้อมกับส่งผู้บริหารชุดใหม่เข้าไปแก้ปัญหาดังกล่าวให้ได้

ตามตัวชี้วัดที่นายกฯให้ไว้ ซึ่งจะไม่ใช่ KPI ชี้วัด แต่จะใช้ API หรือ Anutin PI เป็นตัวประเมินผลการทำงาน ทั้งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่แค่กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งข้าราชการประจำด้วย

หากยึดตามแนวทาง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” มาแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล รวมทั้งเครือข่ายนอมินี ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว

เมื่อมีข้อมูล หลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้กระทำความผิดที่ชัดเจน นั่นเท่ากับว่าเข้าเงื่อนไข “ถือพฤติกรรม” จำเป็นที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่มีข้อยกเว้น

โดยไม่ต้องกังวลว่าบุคคลที่กระทำความผิดนั้น “ชื่อ” ว่าอะไร รวมทั้งเป็นคนของใคร

จตุรงค์ ปทุมานนท์