สอบท้องถิ่น – หากไม่มีผู้ร้องเรียนมอบหลักฐานและคลิปเสียงว่ามีกลุ่มบุคคลและติวเตอร์ที่แอบอ้างว่าสามารถใช้เส้นสายภายใน ช่วยเหลือให้ผ่านการคัดเลือกเข้ารับราชการท้องถิ่น เรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 บาทสำหรับตำแหน่งทั่วไป และสูงถึง 700,000-800,000 บาทในพื้นที่แข่งขันสูง
จนนำไปสู่การขยายผลตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน จ.นนทบุรี พบหลักฐานในระบบอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับการแก้ไขคะแนนสอบและกระดาษคำตอบ
มั่นใจว่าการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ที่พบการทุจริตจนเป็นความ “ด่างพร้อย” ครั้งใหญ่ของระบบราชการไทยก็คง “ไม่ถูกเปิดโปง” ออกมา และกลุ่มคนที่เข้าร่วมขบวนการทั้งหมดก็คงยัง “ลอยนวล” กันต่อไป
จะว่าไปแล้วการทุจริตสอบเข้าราชการรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแวดวงราชการไทย เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา
ที่สะเทือนความเชื่อมั่นต่อวงการพ่อพิมพ์แม่พิมพ์อย่างมาก กรณี “การสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วย ปี 2556” หลายเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ โดยพบการศึกษาการทุจริตเกิดขึ้นหลายรูปแบบ
ทั้งการให้บุคคลอื่นเข้าสอบแทน ผู้เข้าสอบได้เฉลยผ่านข้อความ SMS ผู้เข้าสอบนำเครื่องมือสื่อสารเพื่อส่งสัญญาณเฉลยข้อสอบ มีการนำคำเฉลยข้อสอบเข้าไปในห้องสอบ
เมื่อตรวจสอบผลคะแนนพบว่ามีผู้ที่ทำคะแนนสอบได้สูงผิดปกติมีจำนวน 486 ราย จากผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือก 9,242 ราย
คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงยังพบว่ามีการลักลอบนำเฉลยข้อสอบ 4 ชุดวิชา ไปให้ขบวนการทุจริตและขายให้กับผู้ที่ต้องการสอบบรรจุครูผู้ช่วยในราคา 4-7 แสนบาท
โดยมีความเชื่อมโยงผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) บางคนในขณะนั้น อีกทั้งยังเจอหลักฐานว่าผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา เกี่ยวข้องด้วย โดยพบการโอนเงินเข้าบัญชีช่วงก่อนการสอบและช่วงสอบ
บทสรุปของคดีนี้ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษ ได้ชี้มูลว่าผู้เข้าสอบ 344 ราย กระทำการทุจริตในการสอบ ทำให้บางรายที่ได้รับการแต่งตั้งไปแล้วถูกให้ออกจากราชการในภายหลัง ส่วนผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ.บางคนที่เกี่ยวข้องถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง
หากนำคดีทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นมาเปรียบเทียบกับคดีทุจริตสอบครูผู้ช่วย ยิ่งเห็นพัฒนาการของรูปแบบวิธีการโกงที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิมมาก
เพราะสิ่งที่ปรากฏตามข้อมูลของตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบและเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่เข้าตรวจค้น มีการเข้าไป “แก้คะแนนสอบ” และ “แก้กระดาษคำตอบ” ให้กับผู้ที่ได้รับการประกาศให้บรรจุไปแล้ว เพื่อให้ฐานข้อมูลสอดคล้องกับการประกาศผล
คดีการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งนี้ยังเป็นภาพสะท้อนว่าการทุจริตยังฝังรากลึกอยู่ในแวดวงราชการ คำถามสำคัญจากนี้ กระบวนการสืบสวนสอบสวนจะสาวไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้หรือไม่
อีกทั้งกระทรวงมหาดไทยต้องทบทวนและอุดช่องโหว่ระบบการสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต



