สถานีคิดเลขที่ 12 : ทบทวนหลังเลือกตั้ง
ยินดีกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.สมัยที่ 2
ยินดีที่นายชัชชาติเอาชนะใจคนกรุงเทพฯได้ทุกเขต
เท่าที่สดับฟังมาคือ แม้คนที่สนับสนุนพรรคประชาชนก็ยังขอกาให้นายชัชชาติก่อนจะกาเบอร์ ส.ก.พรรคส้ม
คนที่สนับสนุนประชาธิปัตย์ก็สนับสนุนนายชัชชาติ ก่อนจะกา ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์
คนที่สนับสนุนพรรคใดๆ ก็สนับสนุนนายชัชชาติ
มิน่าล่ะ คะแนนโหวตผู้ว่าฯกทม.จึงเทให้นายชัชชาติแบบแลนด์สไลด์
เชื่อว่าคะแนนที่ปรากฏกดดันนายชัชชาติไม่มากก็น้อย เพราะครั้งที่แล้วความคาดหวังต่อผู้ว่าฯกทม. คงไม่เท่ากับครั้งนี้
แม้ครั้งนี้นายชัชชาติจะเป็นผู้ว่าฯกทม.สมัยที่ 2 แต่ต้องฟังเสียงวิเคราะห์จากนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคประชาชน
สมัยที่ 2 หมายถึงไม่มีสมัยหน้า ดังนั้น กลุ่มก๊วนที่ต้องการจะขัดขวางเพื่อต่อรองผลประโยชน์ย่อมมีสูง
สมัยที่ 2 หมายความว่า อริจากการทำงานในสมัยที่ 1 ย่อมไม่เกรงกลัวแล้ว
ดังนั้น การทำงานที่น่าจะง่าย จึงน่าจะยากกว่าเดิม
สำหรับผลการเลือกตั้ง ส.ก. หากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2565
พบว่า พรรคประชาชน ซึ่งคือพรรคก้าวไกลเดิม สามารถทำทะลุเป้าหมาย
จากเดิมที่พรรคก้าวไกลทำได้ 14 ที่นั่ง คราครั้งนี้พรรคประชาชนสามารถเอาชนะใจประชาชนได้เกิน 22 เขต
ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่เคยทำได้ 20 ที่นั่ง คราวนี้พรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายส่งผู้สมัคร ส.ก. แต่ไม่ห้ามให้สมาชิกพรรคไปลงแข่งขัน
มีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่ม เพื่อไทย Life ลงตัว
ผลปรากฏว่าครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวกรุงเทพฯ จำนวน 4 ที่นั่ง
แต่ยังมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งโยกไปตั้งกลุ่มคนทำงาน สนับสนุนนโยบายของนายชัชชาติ
ปรากฏว่าคนทำงานกวาดเก้าอี้ ส.ก.มาได้ 11 ที่นั่ง
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่เปลี่ยนหัวหน้า จากคนเดิมมาเป็นคนใหม่ ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ครั้งนี้พ่ายแพ้ในศึกผู้ว่าฯกทม. แต่ถือว่ายังตรึงจำนวน ส.ก.เอาไว้ได้ 8 ที่นั่ง
สำหรับกลุ่ม Better Bangkok คราวนี้ได้ 2 เก้าอี้ ที่เหลือเป็นของผู้สมัครอิสระ มีด้วยกัน 3 เขต ได้แก่ เขตบางเขน บางพลัด และหนองเขม
ที่น่าสนใจคือจำนวนผู้มาลงคะแนนเลือกตั้งน้อยลงไปมาก
เมื่อปี 2565 มีผู้ไปใช้สิทธิกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้มีผู้ไปใช้สิทธิประมาณ 52.79 เปอร์เซ็นต์
อาจเป็นไปได้ว่าผู้ลงแข่งขันในสนาม กทม. ไม่เร้าใจในการออกไปใช้เสียง
อาจเป็นไปได้ว่าช่วงท้ายก่อนปิดหีบบัตรเลือกตั้ง มีฝนตกห่าใหญ่ ซึ่งเป็นอุปสรรค
แต่พอเหลียวไปดูผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่เมืองพัทยา พบว่า คนไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยลงเช่นกัน
จากเดิมที่ไปใช้สิทธิเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ คราวนี้ไปใช้สิทธิมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ไปไม่เท่าไหร่
ดังนั้น หลังเลือกตั้งกรุงเทพฯ และเลือกตั้งเมืองพัทยา แต่ละฝ่ายน่าจะกลับไปทบทวน
ทั้งฝ่ายชนะและฝ่ายปราชัยย่อมมีสิ่งที่ต้องทบทวน
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ กกต. น่าจะทบทวนกระบวนการชักชวนให้คนออกมาใช้สิทธิ
ไม่ปล่อยให้การเลือกตั้งแต่ละครั้งเงียบเชียบ จนไม่มีใครอยากไปใช้สิทธิเหมือนดั่งที่ผ่านมา

