“กระโดด” ฉลองชัยไปแล้ว สำหรับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หลังโกย 1,537,784 คะแนน “คัมแบ๊ก” นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.เป็นสมัยสอง
เหนือกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะตัวแทนจากพรรคการเมือง ทั้งพรรคประชาชน และประชาธิปัตย์ ขาดลอย
ตอกย้ำความเชื่อมั่น ในแง่ “ตัวบุคคล” อย่างสูง
แม้ว่าในช่วงหาเสียงจะเผชิญการโจมตี เรื่อง “ระบอบอากง” และความไม่เอาจริงเอาจังในการจัดการความไม่โปร่งใส
แต่คน กทม.ที่มีสิทธิเลือกตั้ง เกินครึ่ง คือ 52.73% ก็ไม่ให้ “น้ำหนัก” จนส่งผลต่อผลเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม คงไม่ได้หมายความว่า นายชัชชาติและทีมงาน ซึ่งน่าจะเป็นทีมเดิมจะเมินเฉยต่อข้อโจมตีดังกล่าว
เพราะปม สีเทา-สีดำ ในเรื่องผลประโยชน์ เรื่องความไม่โปร่งใส เชื่อว่าแอบแฝงอยู่ในกลไกอันใหญ่โตของ กทม.ที่เสมือนกระทรวงกระทรวงหนึ่ง ไม่น้อยเลยทีเดียว
จำต้อง สะสาง แก้ไข อย่างจริงจัง
นายชัชชาติ ที่ได้รับ “พลังชอบธรรม” จากคน กทม.
นอกจากต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้แล้ว
การจัดการกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การหาผลประโยชน์ใน กทม.ก็จำเป็นต้องเอาใจใส่
หากกระตือรือร้น หรือสร้างมรรคผลจากการทำเรื่องนี้ เชื่อว่าจะได้รับความนิยมขึ้นมาก
อาจเปิดประตู “การเมือง” ไปสู่เวทีระดับชาติก็ได้ในอนาคต
ตอนนี้ ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรง และแพร่กระจายไปในทุกหย่อมหญ้า
ล่าสุดปัญหาที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรณีทุจริตการสอบข้าราชการ ชวนให้ ตระหนกตกใจ
เพราะไม่ใช่แค่การทุจริตให้ระดับบุคคล หรือกลุ่มบุคคล
แต่สิ่งที่แตกโพละออกมา เป็นการทุจริตใน “เชิงระบบ” บั่นเซาะทำลาย ลงลึกถึงระดับโครงสร้าง
การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในส่วนการเลือกตั้ง ตั้งแต่ระดับเทศบาลไปจนถึงระดับจังหวัด มักถูกแขวนป้ายว่าเป็น “แดนสนธยา” แห่งการทุจริตคอร์รัปชั่น
ซึ่งก็อาจมีส่วนที่จริง จำเป็นต้องแก้ไขและหาทางป้องกัน
แต่พร้อมๆ กันนั้น ก็ยังถูกเป็น “ข้ออ้าง” สำคัญ ที่จะขัดขวางหรือไม่ส่งเสริม การกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น
นั่นจึงทำให้ แนวคิดการกระจายอำนาจ อย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ถูกแช่แข็งเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
ภายใต้เหตุผลความไม่พร้อมของประชาชนที่อาจตกอยู่ในอำนาจของผู้มีอิทธิพลที่จะเข้ามาโกงกิน
อำนาจจึงถูก “ผูกขาด” อยู่ในส่วนกลางอย่างเข้มแข็ง
โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยมีทิศทางที่จะรวบอำนาจไว้กับส่วนกลางอย่างไม่ผ่อนคลาย
และด้วยการรวบอำนาจของ “ข้าราชการ” อันมากล้นโดยมีการเมืองสีต่างๆ เกื้อหนุน
ได้นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมากมาย ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด กรมไปถึงกระทรวง
และในวันนี้ก็ลงลึกถึงขนาด การคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นกลไก “บริหาร” ก็มีการฉ้อฉล อย่างน่าตกตะลึง
ตกตะลึงถึงภาวะ “หยั่งรากผลิใบ” การโกงตั้งแต่เริ่มต้น
เรายังไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น “รัฐบาลกลาง” โดยนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและฝ่ายการเมือง ที่ได้รับฉันทมติเข้ามาบริหารประเทศ จะสามารถชำระสะสางได้ดีเพียงใด
จึงหวังว่า “รัฐบาลท้องถิ่น” นำโดยนายชัชชาติและทีมงานซึ่งได้รับฉันทมติจากประชาชนล่าสุด
คงไม่เปลี้ยง่อยเสียขา ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นใน กทม.
ขอให้เป็นผู้ว่าฯที่แข็งแกร่ง ผสานกับ ส.ก.เลือดใหม่ กระโดดเข้าไปจัดการ “การโกง” ได้อย่างมีพลังและได้ผล
เพื่อ “ยาใจ” ชาวบ้านให้ชุ่มชื่นขึ้นบ้าง
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร



