‘กาบูเวร์ดี’ หรือ ‘เคปเวิร์ด’ เป็นประเทศเล็กๆ ประกอบด้วยหมู่เกาะจำนวน 10 แห่ง ที่มีประชากรเพียงราวๆ 5 แสนคน
ย้อนไปเมื่อ 500 กว่าปีก่อน นักเดินเรือจากโปรตุเกสได้เดินทางมาถึงหมู่เกาะแถบนี้ พวกเขาตัดสินใจสร้างชุมชนยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนแถบเส้นศูนย์สูตรขึ้นมาตรงเกาะซานติเอโก
แล้วใช้ชุมชนดังกล่าวเป็น “ศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์” ในการสร้าง “โลกแอตแลนติก” ที่เชื่อมโยงทวีปยุโรป, แอฟริกา และอเมริกา เข้าด้วยกัน ผ่านการค้าทางทะเล, การอพยพโยกย้ายของผู้คน และการค้าทาสข้ามมหาสมุทร
นั่นกลายเป็น “ปาฏิหาริย์ครั้งแรก” ที่เกิดกับดินแดนประเทศ “กาบูเวร์ดี” ในปัจจุบัน
เมื่อกระบวนการค้าทาสสิ้นสุดลงกลางศตวรรษที่ 19 สถานะความเป็น “ศูนย์กลางเชื่อมโลกแอตแลนติก” ที่เคยรุ่งเรืองก็พลันตกต่ำ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดด้วยความเป็นจริงที่ว่า ผู้คนในดินแดนแถบนี้ต้องประสบปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติและภัยพิบัติจากสภาวะแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง
สภาพการณ์อันป่วยไข้โรยราจะดำเนินมายาวนานจนถึงปี 1975 ก่อนที่หมู่เกาะแห่งนี้จะได้รับอิสรภาพ ภายหลังการก่อตั้งขบวนการต่อสู้ปลดปล่อยตัวเองร่วมกับประเทศ “กินี-บิสเซา”
ทันทีที่ได้รับอิสรภาพ “กาบูเวร์ดี” กลับถูกประเมินว่ามีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” เพราะพวกเขาเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กเกินไป และมีความอัตคัดขาดแคลนทรัพยากร จนไม่น่าจะพึ่งพาตัวเองได้
ทว่า “ปาฏิหาริย์คำรบที่สอง” ก็บังเกิดขึ้น เมื่อในอีก 50 ปีถัดมา ประเทศเกิดใหม่แห่งนี้สามารถยกระดับตัวเองจากการเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ให้กลายมาเป็นรัฐประชาชาติที่มี “รายได้ปานกลางค่อนข้างสูง” ได้สำเร็จ
15 ปีแรกหลังได้รับอิสรภาพ “กาบูเวร์ดี” ปกครองด้วยระบอบ “พรรคการเมืองเดียว” ก่อนจะมีการจัดเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก โดยมีพรรคการเมืองมากกว่าหนึ่งพรรคเข้าร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 1991
จากนั้น ประเทศหมู่เกาะแห่งนี้ก็เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “วิถีทางประชาธิปไตย” โดยสันติ
ปัจจุบัน “กาบูเวร์ดี” คือประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยลงหลักปักฐานได้อย่างเข้มแข็งที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปแอฟริกา เช่นเดียวกับการมีคะแนนธรรมาภิบาลภาครัฐสูงเป็นอันดับ 3 ของทวีป
ประเทศแห่งนี้มีอัตราการรู้หนังสือของประชากรและดัชนีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อยู่ในระดับดีมาก
อีกหนึ่งลักษณะเด่นก็คือการมีจำนวน “ประชากรอพยพ” ที่เดินทางไปอาศัยใช้ชีวิตในประเทศอื่นๆ สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ประมาณการว่า “ประชากรอพยพ” เหล่านั้น น่าจะมีจำนวนมากกว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ กระทั่งมีการนิยามให้ชุมชนชาวกาบูเวร์ดีที่กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างแดนทั่วโลก เป็น “เกาะที่ 11” ของชาติ
ส่งผลให้ปริมาณเงินที่ถูกส่งกลับมายังประเทศบ้านเกิดโดยผู้อพยพจำนวนมหาศาลเหล่านั้น กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของ “กาบูเวร์ดี” ที่สูงกว่าเม็ดเงินสนับสนุนหรือการเข้ามาลงทุนของต่างชาติเสียอีก
เรื่องราวของ “กาบูเวร์ดี” ไม่ได้มีแต่ความสวยงามสมบูรณ์แบบ เพราะจนถึงตอนนี้ พวกเขาก็ยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาท้าทายหลายประการ
โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศคือคนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 35 ปี ซึ่งกำลังว่างงาน หรือกลายเป็น “แรงงานชนชั้นเสี่ยง” ที่มีโอกาสในชีวิตอันจำกัดจำเขี่ย จนหลายคนตัดสินใจเดินทางไปแสวงโชคในต่างบ้านต่างเมืองเช่นเดียวกับบรรพชนรุ่นก่อน
วันที่ 5 กรกฎาคม คือวาระการเฉลิมฉลองวันชาติของประเทศ “กาบูเวร์ดี” ซึ่งน่าจะเต็มไปด้วยความคึกคัก ภายหลังทีมฟุตบอลของพวกเขาเพิ่งสร้าง “ปาฏิหาริย์หนล่าสุด” ของชาติ ด้วยผลงานเหนือความคาดหมายอันน่าประทับใจในฟุตบอลโลก 2026
แม้จะเพิ่งตกรอบ 32 ทีม แต่ผลการแข่งขันที่พ่ายอาร์เจนตินาไปอย่างสนุก 2-3 ประตู ในเวลา 120 นาที ก็ทำให้หมู่เกาะแห่งนี้กลายเป็น “ผู้แพ้ที่ชนะ” ในสายตาชาวโลก

