ปล่อยก่อนสอยทีหลัง
การเดินหน้าตรวจสอบขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มีมูลค่าความเสียหายถึง 4,500 ล้านบาท เริ่มมีความชัดเจนจากหน่วยที่รับผิดชอบขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากก่อนหน้านี้ ทั้งผู้ว่าจ้าง อย่าง “สถ.” และผู้รับจ้างจัดสอบ คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ทยอยเปิดผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้สังคมรับทราบ
ด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่แต่ละฝ่ายมีในมือคนละ 1 ชุด คือ “แฟลชไดรฟ์” คะแนนผลสอบ ก่อนจะนำไปสู่ขั้นตอนการประกาศผลเพื่อบรรจุแต่งตั้ง ข้าราชการท้องถิ่นถึง 15,520 คน เข้าไปทำงานแล้ว
ส่วนฝ่ายไหน เป็นผู้แก้ไขกระดาษคำตอบช่วยผู้เข้าสอบที่จ่ายเงิน จากคะแนน “สอบตก” ให้เป็น “สอบได้” เข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น ไปรับใช้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของหน่วยงานด้านตรวจสอบ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.)
เพราะพฤติการณ์แห่งคดี ไม่ได้มีความซับซ้อนเกินมือเจ้าหน้าที่จะเข้าไปขยายผลเอาผิดทั้งขบวนการทุจริตสอบดังกล่าว
ยิ่งผลการตรวจคะแนนสอบข้าราชการท้องถิ่น 15,520 คน ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้ สถ.ตรวจคะแนนสอบใหม่ทั้งหมด ออกมาแล้วว่า มีคะแนนของผู้ที่ได้บรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นถึง 5,000 คน จากทั้งหมด 15,520 คน พบคะแนนผลการสอบมีพิรุธอย่างมีนัยสำคัญ
แม้กระบวนตรวจสอบตามขั้นตอน สถ.จะส่งผลคะแนนที่พบพิรุธให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบตามขั้นตอนจนได้ข้อสรุป เพื่อเพิกถอนชื่อที่ร่วมขบวนการทุจริตออกจากราชการ พร้อมเรียกคืนเงินเดือน สิทธิประโยชน์
แต่การตรวจสอบของ ป.ป.ช.ยึดหลักการไต่สวนเพื่อให้ได้หลักฐานและข้อเท็จจริง จนครบกระบวนความเพื่อจะชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งวางกรอบไว้ที่ 3- 6 เดือน
ที่สังคมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ระหว่างนี้ข้าราชการท้องถิ่นทั้ง 5 พันคน ที่มีผลคะแนนสอบไม่ถูกต้อง ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อ เพราะการตรวจสอบยังไม่ถึงบทสรุป
หากเกิดความเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการกลุ่มดังกล่าว หน่วยงานใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ซึ่งกระบวนตรวจสอบและประกาศรับรองการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เป็นไปตามมติคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพราะการรับรองในขณะนั้นยังไม่พบความผิด
จึงเป็นไปในแนวทางที่ว่า “ปล่อยไปก่อน สอยทีหลัง” เช่นเดียวกับ การรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กว่าจะพบผู้ทุจริต ต้องใช้เวลาตรวจสอบนานนับเดือน ถึงเป็นปี
ขณะเดียวกัน นายกฯยังสั่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสอบท้องถิ่นคณะใหญ่ มี ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เป็นประธาน
มีคณะกรรมการร่วมทีมสอบ อาทิ เลขาฯ ป.ป.ท. เลขาฯปปง. ผบ.ตร. อัยการสูงสุด ร่วมกระชากหน้ากากขบวนการโกงสอบ ตามกรอบ 30 วันที่นายกฯกำหนดไว้ต้องได้ข้อสรุป
พร้อมกับให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวรายงานความคืบหน้าผลการตรวจสอบทุก 10 วัน โดยไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม หรือหน้าใครที่ไหน
ตามหลักที่นายกฯระบุไว้ คือ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”
ยิ่งเป็นเรื่องที่สังคมสนใจ จึงต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ ผ่านผลการตรวจสอบที่จะออกมาหลังจากนี้
เพราะ “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว”
จตุรงค์ ปทุมานนท์



