เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าปีงบประมาณ 2570 จะได้เห็นโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือ “เออร์ลี่รีไทร์” ถูกนำกลับมาใช้เป็นมาตรการควบคุมขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายภาครัฐ
ตามนโยบายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่มอบสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไปศึกษาแนวทาง ปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบราชการและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการปฏิบัติงาน
มาตรการ เออร์ลี่รีไทร์ ปี 2570 มาถูกที่ถูกเวลา ในสถานการณ์ที่ภาระการเงินการคลังประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา งบประมาณเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จนเบียดบังงบประมาณที่จะนำไปใช้ในการลงทุน
ตัวเลขที่อ้างอิงกันล่าสุด คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2570 มูลค่า 3.788 ล้านล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐมากถึง 1.42 ล้านล้านบาท หรือกว่า 30% ของงบประมาณทั้งหมด
สำหรับรายละเอียดเบื้องต้นของมาตรการเออร์ลี่รีไทร์ซึ่งเป็นมติของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือ “บอร์ด ก.พ.” ช่วงสัปดาห์ก่อน ฟังจากที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ด ก.พ. ได้ออกมาชี้แจงสรุปได้ว่า
1.โครงการนี้ทำควบคู่กับการปรับลดอัตราตำแหน่งในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็น จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทำให้ยกเลิกในบางตำแหน่งได้ จะไม่เกิดความโกลาหลเพราะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป
2.กลุ่มเป้าหมายหรือตำแหน่งที่จะพิจารณาปรับลดก่อน เช่น “พนักงานพิมพ์” เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรทุกคนมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือในการพิมพ์อยู่แล้ว “งานธุรการ” สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาได้
3.หลักเกณฑ์เข้าร่วมโครงการอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป จากเดิมกำหนดอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปีขึ้นไปหรืออายุ 55 ปีขึ้นไป คนที่เข้าร่วมจะไม่มีการบังคับแต่ยึดความสมัครใจ
4.มาตรการนี้จะเริ่มกับข้าราชการพลเรือนเป็นลำดับแรก หากเป็นประโยชน์จะขยายไปยังส่วนราชการอื่น ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น องค์การมหาชน ทหารและตำรวจ
ปกรณ์ ยังได้ย้ำถึงความจำเป็นของมาตรการเออร์ลี่รีไทร์ว่า “หากไม่ทำวันนี้ และรอไปอีก 10 ปี ปัญหาจะเกิด คนรุ่นต่อไปจะมีปัญหา กลายเป็นว่าคนที่อายุเยอะทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลัง ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่หมกมานานแล้ว”
แม้มาตรการเออร์ลี่รีไทร์จะเป็นคำตอบหนึ่งของการลดภาระงบประมาณภาครัฐ แต่ยังต้องทำควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพราชการด้วย
ขณะเดียวกันยังมีจุดที่น่ากังวลแทบทุกครั้งของการเปิดเออร์ลี่รีไทร์คือ การสูญเสีย “ข้าราชการน้ำดี” ฉะนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์จึงต้องเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ
เพื่อไม่ให้กระทบต่อภารกิจของภาครัฐ รวมทั้งต้องไปซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในส่วนราชการที่ยังมีความจำเป็นอยู่



