เรื่องใหญ่ที่กระทบจิตใจของประชาชนมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือปัญหาทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น
คนไทยไม่น้อย กัดฟันทำงานส่งลูกหลานเรียนจบปริญญาตรี ตั้งความหวังให้ทำงานดีๆ มีรายได้แน่นอน การเป็นข้าราชการถือว่ายอดนิยม มีเงินเดือนแน่นอน มีสวัสดิการที่ดี
ลูกหลานเหล่านี้ เป็นอะไรไป ก็เหมือนกับความหวังที่จะให้มาดูแลพ่อแม่แก่เฒ่า ส่งน้องเรียน ก็สูญสลายไป เป็นโศกนาฏกรรมของครัวเรือนคนสู้ชีวิต
การสอบบรรจุข้าราชการแต่ละครั้ง จะเป็นกระทรวงใดก็ตาม โดยเฉพาะในสายสังคมศาสตร์ จึงมีจำนวนผู้เข้าสอบมากมาย ถ้าเป็นสนามสอบต่างจังหวัด จะมีหนุ่มสาวจบใหม่ไปรอสอบ ด้วยทุนรอนจำกัด ไปนอนวัดกันก็ยังมี
เป็นเรื่องดี ที่มหาดไทยภายใต้ นายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ควบ มท.1 ด้วย และ ปลัดอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ มีท่าทีเอาจริงกับการแก้ปัญหา
ข้อมูลจากปลัด มท.บอกว่า สอบบรรจุ สถ. มีผู้รายงานตัวแล้ว 14,988 คน จากผู้สอบผ่านทั้งหมด 15,520 คน
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนดิบจากกระดาษคำตอบกับคะแนนที่ประกาศผล พบคะแนนไม่ตรงกัน 5,814 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก สอบตกแต่แก้คะแนนจนผ่าน 3,621 คน กลุ่ม 2 สอบผ่านแก้คะแนนเพิ่มเพื่อเลื่อนลำดับ 1,713 คน และกลุ่ม 3 คะแนนคลาดเคลื่อนจากการสแกน 480 คน
ทั้ง 5,814 ราย จะมีการประชุมผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาเพิกถอนหรือไม่ ในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้
ถ้าถอน จะนับคะแนนใหม่ นำคนที่คะแนนผ่านเกณฑ์มาบรรจุ
ฟังดูเหมือนจะง่ายๆ แต่ปฏิบัติจริงคงไม่ง่าย เป็นปัญหาของผู้ปฏิบัติ ดังที่นายกฯและปลัด มท.บ่นออกมาดังๆ ว่า สั่งอย่างดันทำอีกอย่าง
เรื่องสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป คือ ต้องล้อมคอกไม่ให้วัวหายอีกกันอย่างจริงจัง งานนี้วัวหายล็อตใหญ่ การล้อมคอกต้องคิดให้มาก
คนที่สร้างเครือข่าย จัดระบบการโกงครั้งนี้ ถือว่าใจร้ายมาก ใช้เงินทอง และอำนาจหน้าที่ทางราชการและทางการเมือง เข้ามาเอารัดเอาเปรียบ กำหนดผลการสอบ
ใช้อำนาจกำหนดผู้แพ้ผู้ชนะ แทนที่จะให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม มองข้ามความทุกข์ ความทุ่มเทของคนที่อยากได้โอกาสดีในระบบราชการ
เป็นอีกความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา แต่รอบนี้ใหญ่โตสะดุดตา ยกระดับเป็นอุตสาหกรรม เปิดห้องตั้งคอมพิวเตอร์แก้คะแนนกันเลย
น่าสังเกตว่าการจัดระบบเครือข่ายไปเอาแพ้ชนะกันในเรื่องต่างๆ มีการวางแผน ใช้คนจำนวนไม่น้อยขับเคลื่อน มีลักษณะใหญ่โตกว้างขวางและมากขึ้นเรื่อยๆ
การจัดระบบเครือข่ายนั้นไม่ผิด ขึ้นกับเนื้อหาที่ต่อสู้นั้นถูกต้องทั้งกฎหมายและหลักการหรือไม่
การแก้ไข นอกจากเอาผิดผู้กระทำผิด ยกเลิกผลลัพธ์ที่ผิดกฎหมายนั้น ก็น่าจะต้องคิดในเชิงโครงสร้าง คือระบบกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย ที่ต้องสอดคล้องกับระบบจิตสำนึก และจริยธรรมที่จริงจัง ไม่ “เฟค” เอาไว้ทำร้ายฝ่ายตรงข้าม
ปัญหาใหญ่ๆ ในบ้านเมืองเราระยะนี้ ที่พูดกันมากว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในระดับโครงสร้าง ก็คือเรื่อง เศรษฐกิจและการเมือง
ไม่อย่างนั้น 2 ประเด็นใหญ่นี้จะซ้ำเติมกัน สร้างผลที่ไม่พึงปรารถนา และยิ่งนานวันจะยิ่งแก้ไขได้ยาก
กลายเป็นสภาพดื้อยา ที่เริ่มมีสัญญาณให้เห็นแล้ว

